สาสน์ปันสุขปลายปี 2552

 ... ส่งสาสน์ปลายปี 2552                              
                                                                                            ... สู่ความสวัสดีปี 2553
 
สาสน์ปลายปีเล่มนี้ปีที่ 5
วันเวลาช่างผันไปไวนักหนา
            ทู บาย โฟ ยืนหยัดเติบโตมา
ด้วยกรุณาจากทุกท่านที่อุ้มชู
         ทั้งแรงใจ ทั้งไปด้วย ทั้งช่วยเกื้อ
ทั้งเอื้อเฟื้อคำชื่นระรื่นหู 
        ช่วยแนะนำข้อมูลและความรู้    
ช่วยเราสู้วิกฤตด้วยเมตตา 
            ปีใหม่นี้มีเพียงใจมอบให้ท่าน 
พร้อมคำมั่นความตั้งใจจะรักษา
        คุณภาพ บริการ ที่สรรมา 
ด้วยเจตนาขอมอบตอบแทนคุณ
     อีกขอพระรัตนตรัยได้เกื้อหนุน 
ผู้มีพระคุณทั้งหลายให้ผ่องศรี
          อายุยืน พละเลิศ สุขภาพดี 
ทรัพย์ทวีทุกคืนวันนิรันดร์เทอญฯ 
                                

         ปี 2552 นี้ ถือว่าเส้นทางสายการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เจอถนนขรุขระและถนนขาดเป็นช่วง ๆ ค่ะ ทำให้ผู้เดินทางบนถนนนี้สะบักสบอมกันไปถ้วนหน้า  นับเป็นปีแห่งความทุกข์และความยากลำบากของบริษัทท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ทีมงานทู บาย โฟ แทรเวลทุกคน ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่เป็นกำลังใจ คอยช่วยประคองและช่วยสนับสนุนทุกทางให้เราได้รอดพ้นวิกฤตมาได้  ทีมงานทุกคนขอกราบ   งาม ๆ มายังทุกท่านด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจอันงดงามของทุกท่าน มา ณ ที่นี้ค่ะ

      แต่เผลอเดี๋ยวเดียวนี่จวนจะจบปีอยู่แล้ว เร็วจริง ๆ ค่ะ แต่ก็คงต้องต่อสู้กันต่อไป   ในปีนี้ต้องขอประทานโทษท่านสมาชิกทุกๆ ท่านที่ไม่มีสาสน์กลางปีออกให้เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย คือ ผู้เขียนเกิดอุบัติเหตุเองค่ะ ไปหกล้มขาหักเสียทั้ง 2 ข้างเลย ไปไหนมาไหนไม่ได้เสีย 2 เดือนกว่า ๆ ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมค่ะ งานต่าง ๆ จึงต้องตกเป็นของน้องแหม่มผู้อดทนคนเดียว  ส่วนอ้อก็นั่งกินนอนกินไปค่ะ  แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วนะคะ ไปรับใช้ท่านสมาชิกได้เหมือนเดิมแล้วค่ะ และแล้วก็ถึงเวลาที่ ทู บาย โฟ แทรเวลจะส่งข่าวสารปลายปีให้กับท่านสมาชิกได้ทราบว่าไปไหนกันมาบ้าง และจะไปไหนกันต่อนะคะ

      ตั้งแต่ต้นปี ทริปยอดนิยมและเสมือนกลายเป็นโลโก้ของ ทู บาย โฟ ไปแล้ว คือการไปกราบสังเวชนียสถาน นอกจากนี้ก็มีไปเนปาล ไปเกาหลี ไปญี่ปุ่นและไปศรีลังกาค่ะ  ส่วนทริปที่ต้องงดไปเพราะผู้นำทัวร์ขาหักคือทริปไปชมทุ่งลาเวนเดอร์ที่เกาะฮอกไกโดและทริปไปร่วมงานแห่พระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา ไว้ปีหน้าไปกันใหม่ค่ะ        แต่น้องแหม่มก็สามารถพาท่านอาจารย์อิศริยา  นุตสาระไปกราบพระเขี้วยแก้วได้ 1 ทริปค่ะ และได้รับความประทับใจกันมากทีเดียวค่ะ เอาละค่ะ มาฟังเรื่องราวในการเดินทางทริปต่าง ๆ กันนะคะ...อ้อจะเล่าให้ฟัง...เริ่มจากทริปเกาหลี มีเรื่องเล่าให้ฟังค่ะ เพราะไม่ได้ไปแค่ไปเที่ยวนะคะ แต่ได้มีโอกาสอัญเชิญพระไตรปิฏกฉบับสากลอักษรโรมันฯ ชุดพระราชทานจากสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ไปประดิษฐาน ณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยดงกุ๊ก ด้วยค่ะ

      ทางมหาวิทยาลัยเขาจัดพิธีรับพระไตรปิฏกฯ อย่างสมเกียรติ ท่านอธิการบดี มารอรับ คณะสงฆ์สวดมนต์และรับมอบประไตรปิฏกฯ  แต่ละท่านที่ได้รับมอบจะอัญเชิญพระไตรปิฏกมาตรงหน้า บรรจงห่อผ้าสีทองอย่างเคารพ แล้วจึงนำพระไตรปิฏกทูนเหนือศีรษะนำเดินออกไปจากบริเวณพิธี ซึ่งคือโบสถ์ของมหาวิทยาลัย  เดินเป็นขบวนเพื่ออัญเชิญไปเก็บรักษาไว้ ในห้องพิเศษซึ่งเป็นที่รวบรวมพระไตรปิฏกจากทั้งโลกค่ะ น่าประทับใจมาก ๆ  ชมรูปนะคะ

ชมภาพทั้งหมด


          นอกจากนี้อ้อได้มีโอกาสเดินทางไปยังเมืองเคียงจู และฟูซาน ซึ่งอยู่ทางใต้ของคาบสมุทร ไปแล้วนึกถึงเรื่องศึกเทพสวรรค์  จูมง   แดจังกึม และลีซานเลยค่ะ และค่อยสามารถประติดประต่อประวัติศาสตร์ 3 ยุคของเกาหลีได้หน่อยค่ะ 
          ที่เคียงจู มีสถานที่ มรดกโลกอยู่คือ " ถ้ำซอกคูรำ" ซึ่งเป็นถ้ำหินที่มนุษย์สร้างขึ้นในสมัยที่เกาหลีได้รับพระพุทธศาสนา และกษัตริย์พร้อมข้าราชบริพารและประชาชนได้ร่วมกันสร้างถ้ำนี้เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิที่งดงามมากองค์หนึ่งในโลก  และลักษณะการสร้างถ้ำถือว่าล้ำยุคมาก  และเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ต้องเข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์ของเมืองเคียงจู เพราะจะแสดงวิธีการสร้างถ้ำให้เราเข้าใจได้โดยง่ายค่ะ  และในช่วงที่ไปนั้นพอดีมีนิทรรศการพระพุทธศาสนา ซึ่งเขาจัดแสดงความเป็นมาของพระพุทธศาสนาในเกาหลี เทียบกับประเทศอื่น ๆ และมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ มากมาย งดงามมาก  และที่มีมากที่สุดเห็นจะเห็นพระพุทธรูปของพระไพสัชย์คุรุ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพระผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บค่ะ  ลองชมภาพนะคะ
 
 

ในช่วงที่ไปเป็นช่วงดอกไม้กำลังบาน ดอกอเซเลีย บานเต็มไปทั่วเมืองเลยค่ะ และยังพอมีดอกซากุระหลงเหลือให้ดูบ้าง   และแน่นอน อาหารอร่อยค่ะ ทั้งหมูผัด หมูย่าง ไก่ตุ๋นซุป ฯลฯ  รับประทานกันจนน้ำหนักขึ้นเป็นแถว ๆ  ....ยังไม่พอ คณะที่ไปก็ ช้อปกระจายค่ะ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องสำอางที่มีชื่อ เช่น skin food,  face shop ฯลฯ ค่ะ เรียกว่า บางท่านต้องซื้อกระเป๋าเพิ่มค่ะ   นี่กะว่า หากท่านใดสนใจจะมาดูใบไม้เปลี่ยนสีตอนปลายปี จะจัดอีกทริปค่ะ ราวปลายเดือนตุลาค่ะ และจะพาไปเคียงจู ฟูซานด้วยค่ะหากสนใจติดต่อเข้ามาเลยนะคะ

 

                จากเกาหลีก็ไปญี่ปุ่นค่ะ โดยพาคณะของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระสาสนโสภณ เจ้าอาวาสวัดโสมมนัสราชวรวิหารไปทัศนศึกษาความเป็นไปของพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นค่ะ  และจุดเด่นครั้งนี้คือ ที่วัดพระยืนใหญ่ใกล้เมืองนาริตะค่ะ องค์พระยืนสูง    120เมตร  เราต้องเข้าไปภายในองค์พระค่ะ ต้องขึ้นลิฟท์ไป ตอนขึ้นไปเขาจะอธิบาย (ได้แต่พยักหน้าแต่ไม่รู้เรื่องค่ะ เขาพูดญี่ปุ่น ...) แล้วไฟในลิฟท์ก็ค่อย ๆ ดับทีละดวง ๆ  ก่อนถึงในลิฟท์มีเหลือแค่แสงสลัว ๆ เท่านั้น พอลิฟท์เปิดออกมาก็ แท็น แทน แท็น....เป็นห้องกว้าง สีดำ ตรงสองข้างทางมีพระพุทธรูปยืน ประดับอยู่เป็นชั้น ๆ และเล่นสีด้วยแสงเลเซอร์ค่ะ เราค่อย ๆ เดินผ่านไป แล้วก็ไปขึ้นลิฟท์อีกตัว ไปชั้นบนตรงบริเวณอุระของพระพุทธรูป เขาเปิดช่องหน้าต่างยาว ๆ เล็ก ๆ ไว้ให้มองดูวิวข้างล่างค่ะและภายในห้องมีพระพุทธรูป พระบรมสารีริกธาตุ  อีกชั้น เป็นห้องนั่งสมาธิ  ห้องเก็บหนังสือ  และพระพุทธรูปมากมาย ดูแล้วละลานตาดีค่ะ  ท่านเจ้าคุณอาจารย์ฯถูกใจที่นั่งสมาธิ เลยนำคณะนั่งปฏิบัติอยู่ประมาณ 30 นาทีค่ะ เงียบดี แสง เสียงพอดีค่ะ... ต้องไปดูเอง นอกจากพระยืนองค์มหึมาแล้ว  เขาจัดบริเวณรอบองค์พระได้สวยงาม มีดอกไม้นานาพรรณ เป็นที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่งค่ะ  หากท่านใดมีเวลา น่าจะแวะไปชมค่ะ  ตอนนี้ชมจากภาพไปก่อนนะคะ

 

 
เมื่อภารกิจต้นปีจบลง กลางปีก็เป็นการไปสำรวจเส้นทางค่ะ ปีนี้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ อ้อกับตันได้ไปอินเดียค่ะ แต่ไปทางด้านเหนือคือ แค้วนแคชเมียร์แล้วเลยขึ้นไปถึง เลห์ (LEH, LADAHK) ค่ะ  เราไปพักที่แคชเมียร์กัน 3 คืน พักในบ้านเรือแสนสวยในทะเลสาบดาล   อ้อไม่ได้ไปแคชเมียร์มาประมาณ 2 ปี เพราะเหตุไม่สงบ เมื่อกลับไปอีกครั้ง แคชเมียร์ ที่ศรีนาคา ยังคงมนต์เสน่ห์เช่นเดิม  ความสงบของผืนน้ำ ความมีอัธยาศัยของผู้คน   ชีวิตที่เรียบง่ายของชาวทะเลสาบ ล้วนเป็นภาพที่แสนประทับใจทุกครั้งที่ไปเยี่ยมเยือน  ช่วงที่ไปนี่เชอร์รีออกพอดี เลยไปขอเขาเก็บที่ต้นค่ะ ตอนแรกจะไม่ยอมแต่พอรู้ว่าไม่ใช่ทัวร์ชาวอินเดียเขาเลยยอม ...อีนี่น้า โชคดีน้า..  เชอร์รีของแคชเมียร์จะสีอ่อนและลูกเล็กกว่าของทางอเมริกาและออสเตรเลียค่ะ แต่หวานกรอบใช้ได้เลย พวกเราก็เลยเด็ดไป ทานไป และซื้อกลับมาทานกันหลายกิโลอยู่ค่ะ
 
จากศรีนาคาเรานั่งรถไปสู่เส้นทางสายหิมาลัยเพื่อเดินทางขึ้นเหนือไปยังเมืองเลห์  สองข้างทางต้องขับไปตามไหล่เขาที่เป็นเชิงของเทือกหิมาลัยและไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จาก 1000 เมตร ไปถึง 4000 เมตร แต่สองข้างที่ผ่านเข้าไปในลานธารน้ำแข็งกลาเซีย และหิมะสองข้างทางที่กองสูงเท่าหลังคารถหรือบางครั้งสูงกว่า กับภาพภูเขาหิมะเป็นระยะ ๆ  ช่างเป็นภาพที่สวยงามเกินบรรยายจริงๆ ค่ะ แต่ละโค้งของเส้นถนน ภูมิทัศน์ก็แปรเปลี่ยน เดี๋ยวมีหิมะ เดี๋ยวเป็นทุ่งหญ้า เดี๋ยวเป็นหินผา  ช่างเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติเสียจริงๆเรามากันได้ครึ่งทาง แวะพักกันที่ เมืองคาร์กิล (Kargil) เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเทือกเขา เป็นเสมือนชุมทางที่พักของกองคาราวาน และนักเดินทาง มีโรงแรมที่ดีพอพักได้อยู่แค่ 2 โรงแรม แต่อาหารอร่อยค่ะ  เราไปถึงกันตอนเย็น เลยออกเดินเล่นสำรวจเมืองซึ่งมีอยู่ถนนเดียวค่ะ  สองข้างทางมีร้านขายของ เช่น เสื้อหนาว  ร้านรองเท้า  ร้านขนมปัง และตามหัวมุมจะมีผักและแพะปิ้งแบบหมูปิ้งบ้านเรา ขายกันค่ะ ลองซื้อมาทานก็อร่อยดีแต่เค็มสุด ๆ
 
วันรุ่งขึ้นเดินทางต่อจากความสูงประมาณ 3000 เมตร ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ วันนี้ทัศนียภาพเปลี่ยนไปจากเมื่อวาน เป็นภูเขาหินและที่ราบแห้งแล้ง บ้านเรือนเริ่มเปลี่ยนสไตล์เป็นแบบธิเบต รวมทั้งวัดวาอารามด้วยค่ะ  วันนี้เราต้องผ่านความสูง 4500 เมตร ช่วงที่ผ่านรู้สึกแน่นหน้าอกเล็กน้อย บางคนมึนศีรษะ แต่เป็นช่วงสั้น ๆ เมื่อเริ่มลงมาอาการต่าง ๆ ก็หายไปค่ะ วันนี้มีที่แวะเที่ยว คือวัดพุทธระหว่างทางชื่อ  วัดมูลเบคห์ (MULBEKS) วัดนี้เป็นวัดเล็ก ๆ อยู่ระหว่างทางเป็นจุดแวะพักเข้าห้องน้ำพอดี ที่วัดนี้มีรูปสลักพระศรีอริยะเมตตรัยที่สลักบนก้อนหินใหญ่ เชื่อเป็นฝีมือช่างมถุราค่ะ สวยงามดี  จากนั้นก็แวะวัดลามะยูรู (LAMA YURU) วัดนี้อยู่บนยอดเขาค่ะ แต่รถไปถึงบริเวณลานหน้าทางเข้าวัด ต้องเดินกันเล็กน้อย และต่อมาแวะวัดอัลชิ (ALCHI)  ซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่สวยงามมากค่ะ  จากนั้นก็ตรงเข้าเมืองเลห์ ไปพักที่โรงแรม..... สร้างในรูปแบบบ้านของชาวลาดัค น่ารักดีค่ะ แต่ไม่มีลิฟท์!!!  ต้องเดินขึ้นบันได(ดีที่มีคนขนกระเป๋าให้นะคะไม่งั้น...สลบแน่ แค่ตัวเองเดินขึ้นยังเหนื่อยเลยค่ะเพราะอากาศบาง) ช่วงเย็น ๆ ก็ไปเดินเล่นในเมืองซึ่งมีถนนย่านการค้าอยู่ 2 สายค่ะเป็นเมืองในภูเขาเล็ก ๆ น่ารักดีค่ะ
 
วันรุ่งขึ้นก็ไปเที่ยว วัด เที่ยววังค่ะ เพราะมาที่นี้ก็ต้องไปดูวัดและวังค่ะ  และหากใครอยากทดลองสมรรถภาพของร่างกายก็ต้องนั่งรถไป highway ที่สูงที่สุดในโลกคือ  Khardongla Pass ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5600 เมตรค่ะ ที่จริงเขาจัดให้คณะเราไปสัมผัสด้วยแต่ด้วยสังขารของแต่ละท่านอีกทั้งเวลาที่เรามาสั้นมากจึงรวมใจกันปฏิเสธที่จะไป แต่ได้ไปเยี่ยมชมบ้านโบราณอายุ 100 กว่าปีแทน ซึ่งเจ้าของบ้านเขารักษาสืบทอดกันมาและเปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชาวลาดัคที่มีวัฒนธรรมประเพณีสืบทอดกันมา น่าประทับใจมาก เราเลยรู้สึกดีใจที่ตัดสินใจไม่ผิดค่ะ
 

พูดถึงเรื่องอาหารที่ เลห์นี่ ก็เหมือนกับอาหารในอินเดียทั่วๆ ไปค่ะ แต่เนื่องจากที่นี่มีชาวยุโรปมาเที่ยวมาก ส่วนใหญ่จะมาเพื่อปีนเขา ดูนก และต่อไปธิเบต จึงมีพิซซ่าให้ทานด้วย ขนมจีบลูกโต ๆ ก็มีค่ะ พอทานได้ค่ะ นอกนั้นก็มีข้าว โรตีข้าวสาลีแผ่นบางๆ แกงกะหรี่ไก่หรือแพะ  ผัดผัก ปกติค่ะ  แต่ชาใส่เนยของเขาอร่อยดีค่ะ มีรสเค็ม ๆ มัน ๆให้พลังงานและพอดื่มเข้าไปแล้วอาการปวดศีรษะจากอากาศบางก็ลดลงด้วยค่ะ    บรรยายความมามากมาย ชมภาพดีกว่านะคะ อ่านแต่ตัวหนังสือมาก ๆ เดี๋ยวเบื่อกันก่อน 

 
 
 
        ส่วนในทริปปีหน้า 2553  ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม จะเป็นทริปสังเวชฯ ล้วน ๆ เลยค่ะ และเดือนเมษาว่าจะพาไปดูซากุระบานที่เกาหลี และมีท่านสนใจประเทศภูฏาน ...จัดให้ค่ะ  เดือนพฤษภาคมจะเป็นทริปเล็ก ๆ ไปอิตาลีค่ะ  เดือนกรกฎาคม เป็นทริปแก้ตัวคือไปชมทุ่งลาเวนเดอร์ที่ฮอกไกโดค่ะ  ส่วนสิงหาคมก็ขอแก้ตัวพาท่านไปร่วมงานแห่พระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกานะคะ  และทริปใหม่ล่าสุดที่ตั้งใจจะจัดให้ในเดือนกันยายน คือไปเที่ยวประเทศมองโกเลียกันค่ะไปชมประเทศของจักรพรรดิ์แจงกีสข่านและที่ราบทุนดร้ากัน กำหนดการจะออกประมาณต้นปีนะคะ รอหน่อยค่ะ หรือท่านสมาชิกต้องการให้เราจัดไปไหนให้ โทรฯมาบอกน้องแหม่มได้เลยค่ะ หากมีจำนวนผู้เดินทางพอสมควร เรารับจัดให้ค่ะ
 
                                                คงขอส่งสาส์นแค่นี้ก่อนนะคะ สวัสดีปีใหม่ทุก ๆ ท่านค่ะ
จากใจทีมงานทู บาย โฟ แทรเวล
Comments