สาสน์ปันสุขปลายปี 2554

ปี 54 ผองไทย ทุกข์เทวษ           ด้วยสาเหตุน้ำบ่ามหาศาล

พริบตาเดียวทั่วไทยจมบาดาล             คนไร้บ้าน นาไร่ล่ม จม นที

แต่น้ำท่วมเท่าไรไทยไม่ท้อ                 แต่กลับก่อเกิดพลังอย่างเหลือที่

น้ำใจไทยท่วมท้นล้นวารี                    สามัคคีร่วมดับทุกข์และน้ำตา

อุทกภัยครั้งนี้มีข้อคิด                 ธรรมชาติวิปริตไปนักหนา

แถมมนุษย์ไม่คิดไม่นำพา                   ยังคอยหาประโยชน์เข้าใส่ตน

ไม่เข้าใจพื้นดินและถิ่นฐาน                 ไปสร้างบ้านขวางทางน้ำไหล

อีกขาดศีลขาดธรรมประจำใจ               ผลจึงได้สมแก่เหตุที่ทำมา
 

สาสน์ปลายปีขอส่งใจให้ทุกท่าน   เราจะผ่านผันทุกข์เป็นสุขขา 

ด้วยแรงกายแรงใจร่วมกันมา                 ซับน้ำตาสมาชิกให้หายทุกข์ตรม

ขึ้นปีใหม่ให้มีแต่ความสุข                     คลายความทุกข์จากใจไม่สะสม

เริ่มต้นใหม่ด้วยสติอันอุดม                    ตามบรมศาสดาท่านชี้ทาง

        ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา            คือมรรคานำชีวิตให้สว่าง

ไม่ต้องรอสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเครื่องราง        เราจะสร้างเหตุดีด้วยตัวเอง

ขอทุกท่านพบทางที่ถูกต้อง                 ธรรมประคองชีวิตไปไม่โหวงเหวง

อีกปัญญาแจ้งใจไม่หวั่นเกรง                ศีลบรรเลงเพลงธรรมนำชีวี

        ปี 55 ฟ้าใหม่ให้มีสุข                        นิราศทุกข์ใจกายให้สุขศรี

ไม่มีโรคไม่มีภัยสบายดี                       ให้มั่งมีทรัพย์อนันต์นิรันดร์เทอญ
 
 
        

        สวัสดีค่ะท่านสมาชิกครอบครัวทู บาย โฟ ทุกท่าน คิดว่าพวกเราคงจะผ่านพ้นวิกฤตการมหาอุทกภัยกันมาอย่างถ้วนหน้าทุกคนนะคะ อ้อคิดว่าไม่มีใครไม่เครียดจากสภาวะการ์ณครั้งนี้นะคะ ที่น้ำท่วมก็เครียด ที่ไม่ท่วมก็เครียดว่าเมื่อไหร่น้องน้ำจะมาซักที ที่อื่นเขาท่วมกันหมดแล้วเรายังไม่ท่วมเลย หากท่วมเข้าก็จะลงช้ากว่าเพื่อน อะไรทำนองนี้นะคะ แต่ไม่ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม สถานการณ์นี้ก็จะผ่านพ้นเราไป เสมือนสายน้ำที่ไหลผ่านมาจากทางเหนือ คงอยู่ที่กรุงเทพฯสักพักแล้วก็ไหลลงแม่น้ำไป เมื่อทำความสะอาดแล้ว ร่องรอยน้ำท่วมก็หมดไป ชีวิตก็ดำเนินต่อไป นี่คือหลักความเป็นจริงของชีวิต ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนถาวร มีเกิดขึ้น อยู่กับเราสักพัก แล้วก็ผ่านไป หากไม่ฝังจิตฝังใจ เดี๋ยวก็ลืมแล้ว นี่คือธรรมที่มาสอนเราอยู่ คือ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ยึดถือเอาจริงเอาจังกับอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง หาสาระที่แท้จริงไม่ได้เลย ... จริงไหมค่ะ

 
        

        อ้อจึงอยากขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านค่ะ เมื่อเหตุการณ์มันคลี่คลาย เราคงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจว่าใครเป็นคนทำ ทำไมบริหารผิดพลาดหรืออะไรทำนองนี้ เพราะไม่เกิดประโยชน์แก่ตัวเราหรือใคร ๆ เลย รังแต่จะทำให้จิตใจเราเศร้าหมองโกรธแค้น ซึ่งเป็นอกุศลล้วน ๆ เลยค่ะ เรามาตั้งใจกันใหม่ดีกว่า เราจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับสิ่งที่ทำให้ใจเราเศร้าหมองเป็นทุกข์ แต่เราจะมาดูกันว่า เราจะดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว มิตรรักของเราอย่างไร จะช่วยตัวเองให้พ้นจากสภาพการ์ณเช่นนี้ในปีต่อ ๆ ไปอย่างไรดีกว่านะคะ เพราะต้องยอมรับข้อหนึ่งค่ะ ว่า เมืองเราเป็นเมืองน้ำ และกรุงเทพฯ ก็เป็นทางน้ำผ่านลงทะเลด้วย เราดูแลตัวเรากันเองรวมทั้งดูแลจิตใจของเราเองด้วย เพราะเราทุกข์ซ้ำซากมากับเรื่องที่เราคิดแล้วใจเราไม่สบายมามากแล้ว คิดใหม่วางใจใหม่ ก้าวต่อไปด้วยใจที่เบิกบานและมีสตินะคะ เราจะไม่เสียเวลาไปหงุดหงิดกับใครแล้ว ไม่เอาความไม่ดีของคนอื่นมาเปื้อนใจเราค่ะ ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย เวลามีน้อยแล้วค่ะ

 
         เอาละค่ะ อารัมภบทมาเสียก็ยืดยาวแล้ว คราวนี้ก็ขอบอกข่าวเล่าความกันดีกว่า ปี 2554 นี้ ทาง ทู บาย โฟ แทรเวล ไม่ได้ส่งสาสน์กลางปีให้ เนื่องจากส่วนใหญ่ทริปปีนี้ (ก็แทบทุกปีแหละค้า) เป็นคณะเฉพาะและไม่ได้ไปไหนที่แตกต่างจากทุก ๆ ปี คือจะวนเวียนอยู่แค่อินเดีย เท่านั้นเองค่ะ และพอดีว่าช่วงกลางปีที่วางแผนจะไปญี่ปุ่นก็เกิดสึนามิที่เมืองเซนไดเข้าอีก เลยมีการงดอยู่พอสมควรค่ะ
 
        

        สาสน์ปลายปีครั้งนี้จึงขอประมวลรูปภาพของทริปต่าง ๆ ของปี 2554 มาให้ดูกันเพลิน ๆ นะคะ และมีอยู่ทริปหนึ่งที่น่าประทับใจ คือในช่วงเดือนกรกฎาคม 2554 นี้ ทางสำนักไตรสิกขาภาวนา โดย พระราชปัญญาเมธี และคุณแม่ชีธีราภรณ์ ได้พาคณะญาติโยมไปถวายผ้าไตร 3,000 ผืน ณ วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกาค่ะ นับว่าเป็นงานใหญ่มาก และต้องขอขอบพระคุณทางสำนักไตรสิกขาภาวนา ที่ให้ ทู บาย โฟ ได้มีโอกาสร่วมบุญในครั้งนี้ด้วย การดำเนินงานได้รับความร่วมมือและประสานงานอย่างดีจากทางศรีลังกา ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ในทำเนียบประธานาธิบดีศรีลังกา พระสังฆราชทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่และคณะพระสงฆ์แห่งวัดพระเขี้ยวแก้ว และที่สำคัญที่สุดคือ คุณเสนา เสนารัตเน เจ้าของบริษัทท่องเที่ยวยาตรา ในศรีลังกา (Yathra Travel) ที่ลงทั้งแรงกาย แรงใจและกำลังทรัพย์ ทำให้งานไหลลื่นได้เป็นอย่างดี

 
        

        และที่น่าปลื้มใจคือ คณะพระสงฆ์และญาติโยมที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันซึ่งมี 2 คณะใหญ่ ๆ รวมแล้วประมาณ 90 ท่าน ก็ร่วมแรงร่วมใจ และบริจาคทุนทรัพย์เพื่อเป็นปัจจัยถวายแก่พระสงฆ์ที่มาร่วมงาน พร้อมทั้งถวายเพลพระสงฆ์ 3,000 รูปที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ฝ่ายไทยมีพระพรหมวชิรญาณ ท่านเจ้าอาวาสวัดยานนาวาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ คุณแม่ชีธีราภรณ์เป็นประธานนำฝ่ายญาติโยมคณะศรัทธา บริเวณงานจัดขึ้นที่สนามหน้าวัดพระเขี้ยวแก้ว ต้องมีการกางเตนท์กันอย่างเอิกเกริก ซึ่งในตอนแรกก็โกลาหลพอสมควรเพราะที่ศรีลังกายังไม่เคยมีใครนำผ้าไตรมาถวายที่เดียวกันถึง 3,000 ผืนเช่นนี้มาก่อน จึงมีปัญหาคือไม่มีอุปกรณ์พอเรียกว่าต้องสร้างกันขึ้นใหม่พอสมควรทีเดียว แต่ทางศรีลังกาก็ทำได้ดีมาก พระสังฆราชท่านลงมาตรวจงานเองในช่วงเย็นก่อนวันงาน ทำให้คณะทำงานหายเหนื่อยกันเป็นแถว ๆ เลยค่ะ

 
        

        ในวันงาน คือวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 ท่านประธานาธิบดี มหินทรา ราชปักษา ได้มาร่วมงานด้วย และเราก็ได้เห็นถึงความเรียบง่ายของพิธี ไม่มีการกล่าวอะไรเยิ่นเย้อ ท่านประธานาธิบดีก็นั่งเก้าอี้เตี้ย ๆ มีพรมปู ส่วนแขกสำคัญก็มีหมอนให้รองนั่ง ส่วนพระสงฆ์นั่งบริเวณที่จัดได้ โดยได้วางแผนไว้ว่า พระสงฆ์จะพร้อมกันที่สำนักมัลลวัตตะ และอัสคิริ จากนั้นจะเดินเป็นแถวเข้าสู่มณฑลพิธี โดยมีพระสงฆ์จากวัดพระเขี้ยวแก้วทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลประจำจุด ทั้งหมดมี 69 จุด พระสงฆ์จะมานั่งประจำที่และจะเริ่มด้วยการถวายเพลก่อน เมื่อเสร็จแล้วจึงถวายผ้า ซึ่งคณะผู้ร่วมเดินทางจากประเทศไทยซึ่งมีทั้งพระสงฆ์และญาติโยมคณะศรัทธา ก็ได้ประจำตามจุดต่าง ๆ อย่างครบถ้วน

 
 
        

        ที่น่าประทับใจอีกประการคือ ท่านเชื่อหรือไม่ค่ะว่า พระสงฆ์ 3,000 รูป นั้นเวลาประเคนภัตตาหาร เวลาฉัน และเวลาเก็บภาชนะนั้น ไม่มีเสียงดังโฉ่งฉ่างเลย เงียบมากและรวดเร็ว รวมเวลาตั้งแต่เริ่มถวายภัตร์ จนเก็บภาชนะ ไม่เกิน 40 นาที โดยทางศรีลังกาได้ประสานขอให้ทางกองทัพเรือนำทหารเป็นผู้จัดการเรื่องการถวายอาหารและจัดเก็บ เรียบง่าย เรียบร้อย และงดงามมากทีเดียวค่ะ

 
        

        เสร็จจากถวายเพลแล้ว ก็เป็นพิธีถวายผ้า โดยทางผู้ดำเนินการได้กล่าวนำพระราชปัญญาเมธีได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการนำผ้าไตรมาถวายในครั้งนี้ และได้กราบนิมนต์พระพรหมวชิรญาณประธานของฝ่ายไทย ถวายพระพุทธรูปแด่พระสังฆราชแห่งวัดพระเขี้ยวแก้ว และมอบแก่ประธานาธิบดีในนามของคณะจากประเทศไทย จากนั้นคุณแม่ชีธีราภรณ์มอบผ้าไตรที่นำมาจากประเทศไทย ให้แก่ท่านประธานาธิบดี ท่านประธานาธิบดีรับผ้าไตรแล้วก็นำไปถวายพระสังฆราช จากนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายศรีลังกาและไทย ก็เริ่มถวายผ้าไตรพร้อม ๆ กัน พิธีก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น พระสงฆ์ได้แยกย้ายกันเดินทางกลับไปยังวัดของท่าน ซึ่งบางองค์มาจากที่ไกล คณะญาติโยมชาวไทยก็มีจิตศรัทธา ได้รวบรวมปัจจัยกันในเช้าวันนั้นเพื่อถวายพระสงฆ์เป็นค่ารถเดินทางกลับกันอย่างทั่วถึง....ต้องขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งค่ะ หากอยู่ในเหตุการณ์แล้วจะขนลุกเลยค่ะ ภายในเวลาแค่ 30 นาที ระดมปัจจัยได้เป็นแสนเพื่อถวายพระทั้ง3,000 รูป นื่คือปาฏิหาริย์ แห่งศรัทธาและพลังแห่งกุศลเจตนาของทุกท่าน...สาธุ

 
        

        เรื่องยังไม่จบนะคะ ภายหลังเสร็จพิธี ท่านประธานาธิบดี ยังใจดีเชิญผู้แทนของคณะซึ่งได้แก่ พระพรหมวชิรญาณ พระราชปัญญาเมธี คุณแม่ชีธีราภรณ์ เข้าไปพบในบ้านพัก ณ เมืองแคนดี้ อ้อก็ได้แอ้มเข้าไปด้วยเพราะเป็นผู้ประสานงาน อิ..อิ.. (ขออร่อยด้วยหน่อยค้า) จึงนับว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ได้ใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดีแห่งศรีลังกาอย่างที่สุด ...ดูรูปเอาก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าเราโม้

 
        งานนี้คุณสามีของอ้อไปด้วย ไปช่วยถ่ายรูปให้ อ้อ...(อุทานนะคะ) ลืมเล่าไปว่า เขาจัดงานมันเรียบง่ายจนงง ตอนอยู่ในเต็นท์พิธี ท่านประธานาธิบดีนั่งอยู่ เหล่าช่างภาพก็ไปออกันอยู่ตรงหน้าเต็นท์ห่างจากตัวท่านไม่ถึง 20 เมตร แล้วก็ถ่ายรูปกันอย่างขนานใหญ่ ไม่กลัวเกรงการลอบสังหารอะไรเลย คุณสามีก็เข้าไปอยู่ในหมู่นั้นด้วย มันดีค่ะ พอถ่ายรูปออกมา ก็จะเป็นภาพที่อ้อนั่งกับพื้นอยู่ระหว่างเก้าอี้เตี้ย ๆ ของท่านประธานาธิบดีกับคุณแม่ชี สามีที่แสนปากจัดก็กระแนะกระแหนว่า เห็นเธอนั่งแล้วนึกถึงแม่คิว(สุนัขบีเกิ้ลที่บ้านค่ะ) เวลามันเอาคางมาเกยตักขออาหารนะ เพราะคางเธอแทบจะเกยตักท่านประธานาธิบดีอยู่แล้ว...ดู คิดได้ไงเนี่ย?????
 
        เล่ามาก็พอสมควรนะคะ คิดว่าท่านคงนึกภาพบรรยากาศได้บ้างพอสมควร ดูภาพประกอบดีกว่าค่ะ

 

 
 
        

        อีกทริปที่จะขอกล่าวถึงคือเป็นทริปที่อ้อไปเป็นไกด์ให้กับ บริษัท LTS พาคณะไปงานแห่พระพิคเณศ ค่ะที่มุมไบ ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจดีแต่เสียดายว่าฝนตกหนักค่ะ เลยไม่มีรูปถ่ายมาให้ดู งานนี้เขาจัดช่วงเดือนกันยายน ซึ่งถือว่าเป็นวันเกิดของพระพิคเณศ ชาวฮินดูเชื่อว่าพระพิคเณศจะลงมาประทานพรให้กับผู้คนจึงจัดพิธีรับและพิธีส่งกันอย่างเอิกเกริก โดยเฉพาะที่เมืองมุมไบ(เปลี่ยนชื่อจากบอมเบย์ค่ะ) ในแต่ละชุมชนจะมีการตั้งซุ้มและมีรูปปั้นพระพิคเณศอยู่ให้คนมาบูชาและมีของขาย มีการละเล่นต่าง ๆ คล้ายงานวัดบ้านเรานะคะ แต่เขาจัดพร้อมกันทั้งประเทศเลย โดยเฉพาะทางอินเดียใต้และที่มุมไบนี้ถือว่าใหญ่ที่สุด ถ้านั่งรถไปตามถนน จะมีซุ้มบูชาพระพิคเณศอยู่ไม่น้อยกว่า 10 ซุ้ม องค์ใหญ่บ้าง องค์เล็กบ้างแล้วแต่กำลังของชุมชนนั้น 

 
        

        ชาวฮินดูเขานับถือว่าพระพิคเณศเป็นเจ้าแห่งการขจัดอุปสรรค์ทั้งปวงและเป็นเทพที่ต้องบูชาเป็นอันดับแรกก่อนบูชาเทพองค์อื่น แต่เราเป็นชาวพุทธหากเราจะบูชาเทพก็ย่อมได้ แต่ไม่ใช่เป็นการอ้อนวอนขอให้เทพช่วย พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธเทวดา แต่ให้มองเทวดาว่าเป็นตัวอย่างของผู้ที่ทำความดี มีศีลโดยเฉพาะในเรื่องของความมีหิริและโอตัปปะ คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาปซึ่งเป็นคุณธรรมของเหล่าเทวดา และเราก็น้อมมาสร้างธรรมนั้นให้เกิดขึ้นในตน พระพิคเณศตามคติที่เล่าขานท่านมีปัญญาในการแก้ไขให้อุปสรรคหมดไป เราก็เอาเป็นตัวอย่างได้ว่า จะแก้ไขอุปสรรคได้ก็ต้องใช้สติและปัญญาดังพระพิคเณศไม่ใช่สวดขอให้พระพิคเณศมาช่วย หากเป็นเช่นนั้น ท่านคงเหนื่อยแย่เลยเพราะต้องช่วยคนตลอดเวลา ...ท่านว่าจริงไหมคะ

 
        

        พิธีที่ยิ่งใหญ่คือคืนวันส่งพระพิคเณศกลับสวรรค์ ทุกชุมชนจะแห่พระ พิคเณศในซุ้มของตนมาที่ทะเลหรือแหล่งน้ำที่ใกล้กับชุมชน แล้วนำรูปปั้นพระพิคเณศลอยไปตามน้ำค่ะ...ไม่ต้องตกใจนะคะว่าน้ำจะเสีย รูปปั้นเหล่านี้เขาทำด้วยโครงไม้ไผ่ เอาฟางหรือกระดาษและดินเหนียวมาปั้นแล้วแต่งหน้าระบายสีค่ะ ดังนั้นเมื่อลงน้ำก็ย่อยสลายไปค่ะ ต้องยอมรับอินเดียอย่างคือ หากเป็นของที่เขาทำเองแบบดั้งเดิมในประเทศส่วนใหญ่จะย่อยสลายได้ไม่เหลือทิ้งเป็นขยะค่ะ แต่ก็น่าเสียดายที่วิถีต่างๆ เหล่านี้เริ่มถูกแทนที่ด้วยวัสดุแห่งความศิวิไลซ์และทันสมัยเสียแล้ว

 
        

        เอาละค่ะ ถือว่าทริปในปีนี้ไม่มีอะไรหวือหวา แต่จะเป็นเรื่องงานบุญเสียส่วนใหญ่ เรามาว่ากันสำหรับปีหน้าเลยดีกว่า เรียกว่าต้องมีทริปล้างตากันพอสมควรทีเดียวเช่นทริปญี่ปุ่น ก็จะจัดให้ 3 ทริปเลย ชดเชยที่ไม่ได้ไปปี 54 ค่ะ และมีทริปพม่ารอบใหญ่ ทริปเกาหลีชมซากุระและลงใต้ไปดูถ้ำมรดกโลกกัน และท่านที่ชอบศิลปวัฒนธรรมก็มีทริปอินเดียใต้รอท่านอยู่นะคะ ทริปพม่าก็จัดค่ะ เพราะไปพม่าคราวนี้ไม่เหมือนใคร จะไปเยี่ยมญาติไทยใหญ่ที่รัฐฉานกันค่ะ ทริปนี้จัดถวายท่านเจ้าพระคุณอาจารย์ พระสาสนโสภณ แห่งวัดโสมนัสวิหารค่ะ ท่านต้องการไปศึกษาวิถีพุทธแห่งไทยใหญ่ค่ะ รับรองประทับใจแน่นอน และจะบอกเลยนะคะ จัดครั้งเดียวเท่านั้นค่ะ เพราะจัดยากและราคาก็ไม่สามารถสู้กับตลาดได้ค่ะ แต่แน่นอน ทู บาย โฟแทรเวลจัด ต้องสบาย ๆ ตามสโลแกนของเรา “รอกัน ปันสุข ทุกข์คลาย...ไปสบาย ๆ กับ ทู บาย โฟ” ค่ะ (แอบโฆษณาเล็ก ๆ ฮ่า ๆๆ)

 
        นอกจากนี้ จะจัดศรีลังกาแบบท่องเที่ยวธรรมชาติและซาฟารีนะคะ ไม่ใช่ไปไหว้พระอย่างเดียว ศรีลังกายังมีอะไรน่าสนใจหลายอย่างมากค่ะ ผู้คนก็น่ารักแตกต่างจากอินเดียนะคะ อาหารก็พอทานได้มากกว่า ที่พักสบายกว่า น่าเที่ยวค่ะ ไปแล้วสบายใจดี และท่านจะได้เห็นความเป็นพุทธที่ยังมีชีวิตไม่แตกต่างจากยุค2000 ปีที่แล้วค่ะ ...อยากชวนให้ไปนะคะ
 
        และแน่นอน ทริปประจำคือการจาริกไปสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ณ ประเทศอินเดียและเนปาลค่ะ คณะที่ยังพอมีที่คือระหว่างวันที่ 19 – 26 มกราคม 2555 คณะนี้อ้อนำเองค่ะ เพราะไม่เน้นนั่งสมาธิหรือสวดมนต์มาก เป็นคณะที่ยังไม่เคยไปค่ะ เรียกว่าเป็นคณะแนะนำค่ะ ท่านใดสนใจติดต่อน้องแหม่มได้เลยค่ะ
 
        ส่วนทริปในประเทศก็จะมีไป น่านค่ะ ไปไหว้พระธาตุทางเมืองเหนือกันค่ะ และ ปิดเทอมอยากจะชวนเด็ก ๆ ไปเป็นชะนีกัน ในทริป Flight to the Gibbon ค่ะ อยู่ที่ชลบุรีนี้เอง สนุกและตื่นเต้นค่ะ...ขอบอก ต้องลอง...ถ้าคุณกล้าพอ...
 
        และที่ยังไม่ได้จัดให้คือทริปสุโขทัยค่ะ เป็นทริปที่ต่อเนื่องจากที่ไป ศรีลังกามา ซึ่งจะทำให้เราเห็นความสัมพันธ์และการเดินทางพระพระพุทธศาสนาจากศรีลังกามาประเทศไทยค่ะ 
 
        ข้อมูลทริปต่าง ๆ จะพิมพ์ไว้ในตารางทริปประจำปี 2555 ในเล่มนะคะ หากท่านสนใจทริปไหน ติดต่อน้อง ๆ ได้เลยค่ะ ฝ่ายต่างประเทศก็ น้องแหม่ม ฝ่ายในประเทศก็น้องมินทร์ กับ น้องนุนะคะ หรืออยากไปไหน จะให้จัดเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็ย่อมได้ค่ะ ยินดีรับใช้เสมอค่ะ
 
        

        ท้ายสาส์นนี้ อ้อและทีมงาน ทู บาย โฟ แทรเวล ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกครอบครัว ทู บาย โฟ แทรเวล ทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุน ให้กำลังใจ ให้ความห่วงใย และให้อาหารด้วยค่ะ (อันนี้ชอบม๊าก....) ด้วยความรัก ความเมตตาต่อพวกเราเสมอมานะคะ ....สิ่งที่จะตอบแทนท่านได้คือ การให้บริการที่ดีที่สุดเท่าที่กำลังความสามารถของพวกเราจะทำได้ค่ะ....ขอมอบให้แก่ทุกท่านค่ะ

 
 
ด้วยความขอบพระคุณอย่างสูง
สุปรียา บุณยเกตุ(อ้อ)
 และเจ้าหน้าที่ ทู บาย โฟแทรเวลทุกคน
Comments