แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

Links

ประวัติศาสตร์กัมพูชา

         ต้นกำเนิดของชาวกัมพูชายังเป็นประเด็นโต้แย้งกันอยู่ในหมู่นักวิชาการ บ้างก็ว่าพวกเขามีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางตอนใต้ในประเทศมาเลเซียและดินโดนีเซียปัจจุบัน บ้างก็ว่ามาจากทางตอนบนบริเวณภาคใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่ จึงน่าจะมีความเกี่ยวโยงกับชนเผ่าไทและจีนอยู่บ้าง ความจริงชาวกัมพูชาในปัจจุบันก็เป็นผลิตผลของการปะปนทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลายอย่างยิ่งอยู่แล้ว
 
        เป็นที่ทราบกันว่า เมื่องราว 4,000 ปีก่อนมีชนชาติหนึ่งซึ่งไม่ปรากฎที่มาแน่ชัด เข้ามาอาศัยอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำบาซัก เชื่อกันว่าชนกลุ่มนี้น่าจะเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของชาวกัมพูชาในยุคปัจจุบัน
 
        แม้เรื่องราวของชนกลุ่มดังกล่าวยังคงเป็นปริศนาอยู่แต่ก็พอจะแน่ใจได้ว่าพวกเขาจะต้องรู้จักทำภาชนะดินเผาเอาไว้ใส่น้ำ หมักเหล้าจากน้ำตาลสด และหาปลามาทำปลาแห้งเก็บไว้กิน เนื่องจากป่าแถบนี้มีน้ำท่วมถึงทุกปี ผู้คนจึงต้องสร้างที่พักอาศัยเป็นเรือนใต้ถุนสูง ไม่ต่างจากชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
 
        ที่นี่มีปัจจัยซึ่งเอื้ออำนวยต่อการตั้งชุมชนเกษตรกรรมในทุกๆ ด้าน ในนำมีปลา ในนามีข้าว การเดินทางสัญจรทั้งในและนอกเขตหมู่บ้านใช้เรือขุดแบบโบราณเป็นพาหนะ ยิ่งไปกว่านั้น ยังอยู่ใกล้ทะเลจีนใต้และไม่ไกลจากเส้นทางการค้าระหว่าง จีน เอเชียใต้ และตะวันออกกลางนัก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเกื้อกูลต่อการพัฒนาอารยธรรมให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป โดยพัฒนาการดังกล่าวได้เริ่มปรากฎขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 เป็นต้นมา
 
 
อาณาจักรยุคแรก
        อาณาจักฟูนัน (ศตวรรษที่ 1- 6 ) เป็นอารยธรรมที่เจริญขึ้นในยุคแรกๆ แต่แทบจะไม่เหลือร่อยรอยใดๆ ไว้ นอกจากซากปรักหักพังของเมืองออกแก้ว ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตจังหวัดอันยางทางภาคใต้ของประเทศเวียดนาม ออกแก้วเป็นเมืองท่าทางการค้าที่เจริญขึ้นช่วง ค.ศ. 100 ถึง 400 ก่อนที่จะเสื่อมอำนาจลง การขุดสำรวจทางโบราญคดีพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกับกรุงโรม ตะวันออกกลาง อินเดีย เอเชียอาคเนย์ และจีน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อาณาจักรฟูนันนับเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าแถบชายฝั่งทะเลของทวีปเอเชียในยุคนั้น

 
เขมรเรืองอำนาจ
        ในราว ค.ศ. 500 อาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจลงด้วยสาเหตุใดซึ่งไม่ทราบแน่ชัด บางทีอาจเป็นเพราะในต้นศตวรรษนี้ชาวอาหรับได้ค้นพบลมมรสุม ซึ่งช่วยให้เดินเรือข้ามมหาสมุทรได้โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดเส้นทางการเดินเรือให้อยู่แต่เฉพาะตามแนวชายฝั่งเช่นที่เคยเป็นมา แต่น่าแปลกที่เศรษฐกิจการค้าของฟูนันกลับไม่เติบโตขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น พร้อมๆกันนั้นชาวเขมรก่อได้ก่อตั้งอาณาจักรขึ้นใกล้ๆ กับจุดที่แม่น้ำโขงกับแม่น้ำซาปไหลมาบรรจบกัน ณ บริเวณที่ตั้งของกรุงพนมเปญปัจในปัจจุบัน และปรากฎชื่อในจดหมายเหตุของจีนว่า อาณาจักรเจนละ ราษฎรพูดภาษาตระกูลมอญ - เขมร และรับวัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนามาจากอินเดีย
 
        จารึกภาษาเขมรที่เก่าแก่ที่สุดนั้น มีอายุนับย้อนกลับไปถึง ค.ศ. 611 ในขณะที่จารึกภาษาสันสกฤตที่เก่าแก่ที่สุดของภูมิภาคนี้ปรากฏขึ้นหลังจากศักราชดังกล่าวเพียงสองปีเท่านั้น เดวิด แชนด์เลอร์ สรุปจากจารึกเหล่านี้และจารึกที่พบในสมัยหลังว่า สังคมกัมพูชาในยุคต้นๆ แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม คือ ชนชั้นที่รู้ทังภาษาสันสกฤตและเขมร กับชันชันที่รู้แต่ภาษาเขมรเพียงอย่างเดียว
 
        การแบ่งแยกระหว่างคนสองกลุ่มนี้มิได้หมายความถึงแต่ทางด้านภาษาเท่านั้น แต่ยังแบ่งด้วยว่ากลุ่มหนึ่งเป็นพวกทำนาปลูกข้าว ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งไม่ใช่ แชนด์เลอร์เห็นว่า "ไม่ว่าใครก็ใฝ่ฝันที่จะยกตนเองขึ้นให้พ้นจาก กลิ่นโคนสาบควาย ทั้งนั้น แต่คนที่ทำได้สำเร็จกลับมีอยู่น้อยยิ่งนัก" ชาวเขมรส่วนใหญ่จึงหนีไม่พ้นงานหนักในท้องทุ่ง ต้องทำนาปลูกข้าวและเป็นฐานรองรับชนชั้นปกครองที่มีอยู่เพียงหยิบมือเดียว ด้วยการส่งส่วยสาอากรให้ในรูปของผลผลิตทางการเกษตรที่เกินมา ในทางกลับกัน ชนชั้นปกครองก็มีหน้าที่ในการบริหารงานแผ่นดินให้เป็นระบบระเบียบ ซึ่งเป็นพื้นฐานอันสำคัญยิ่งต่อการสร้างเมืองพระนครขึ้นในสมัยต่อมา
 
        แชนด์เลอร์คาดว่าอภิสิทธิ์ชนในสังคมกัมพูชายุต้นน่าจะมีอยู่ราวสิบเปอร์เซ็นต์ชองประชากรทั้งหมด โดยประกอบขึ้นจากพวกอาลักษณ์ ช่างผีมือ นางห้าม ศิลปิน เสนาอำมาตย์ พราหมณาจารย์ ราชสกุล พระญาติวงศ์และขุนศึกทั้งหลาย สังคมเขมรจึงแบ่งออกเป็นสามระดัย คือ พระมหากษัตริย์และวังหลวงอยู่บนส่วนยอด ส่วนกลางประกอบด้วยวรรณะต่างๆ ที่ไม่ต้องทำงานในไร่นา และชาวนาเป็นฐานรองรับโครงสร้างข้างต้นทั้งหมด


เขมรสมัยพระนคร
         ประวัติศาสตร์สมัยพระนครเริ่มต้นขึ้นในราว ค.ศ. 800 จนมาสิ้นสุดลงในราวปี 1431 แต่ก่อนหน้าการสถาปนาเมืองพระนครขึ้นเป็นเมืองหลวงนั้น ชาวเขมรได้เข้ามาอาศัยอยู่ในแถบนี้เนิ่นนานแล้ว และเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงลงมายังกรุงพนมเปญในเวลาต่อมา เมืองพระนครก็ไม่ได้ถูกทิ้งร้างไปเสียทีเดียว ช่วงหกร้อยปีนี้ถือเป็นยุคที่กัมพูชาเรืองอำนาจ และมีอิทธิพลสูงสุดในเอเชียอาคเนย์ และืถือเป็ยยุคทองของศิลปวัฒนธรรมเขมร 

         ผู่ก่อตั้งเมืองพระนครคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 แต่เรื่่องราวของพระองค์ไม่มีปรากฏอยู่ในจารึกที่ร่วมสมัยเดียวกันเลย กลับมาปรากฏอยู่ในจารึกสมัยศตวรรษที่ 11 หรือสองร้อยปีหลังสิ้นรัชสมัยของพระองค์ไปแล้ว ข้อความในจารึกระบุว่า ในวัยหนุ่มพระองค์ประทับอยู่ที่ชวา และเสด็จคืนสู่กัมพูชาในปลายศตวรรษที่ 8 ทรงท่องไปทั่วเขมร จากพนมเปญไปจนถึงราชธานีเก่าที่สมโบร์ไพรกุก ก่อนตั้งมั่นลงในแถบเมืองอนินทิตปุระทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบหลวง ทรงประกาศตนเป็นเทวราชาหรือจักรวารทิน (กษัตริย์แห่งจักรวาล) ตามแนวคิดที่นำผู้ปกครองไปผูกไว้กับพระศิวะในศาสนาฮินดู แม้จารึกที่พบจะมีอยู่ไม่กี่หลัก แต่เห็นชัดว่าพระองค์จะต้องเป็นเชื้อสายกษัตริย์ และทรงพระปรีชาในหลายด้าน รวมทั้งด้านการศึกสงคราม ตลอดรัชกาลทรงทำศึกหลายครั้ง แม้ว่าอำนาจส่วนใหญ่จะทรงได้มาโดยการผูกไมตรี การแต่งงาน และการนบนอบมอบแผ่นดินให้ก็ตาม

        พระเจ้าชัยวรมันทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ จารึกหลักหนึ่่งระบุว่า อาณาจักรของพระองค์แผ่ไพศาลไปถึง จีน จามปา มหาสมุทร และดินแดนแห่งกระวานกับมะม่วง(อาจหมายถึงภาคกลางของไทย) นั่นเป็นการกล่าวยกยอเกินจริง เพราะดินแดนตอนเหนือของเขมรไม่เคยขยายไปไกลถึงประเทศจีนเลย แต่เป็นไปได้ว่าทรงมีอิทธิพลเหนือดินแดนประเทศกัมพูชา ครอบคลุมไปถึงภาคตะวันออกของไทย ภาคใต้ของลาว และเขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงทรงได้รับยกย่องให้เป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นของกัมพูชาขึ้นเป็นแห่งแรก โดยมีเมืองหริหราลัยเป็นเมืองหลวง ปัจจุบันคือที่ตั้งกลุ่มโบราณสถานร่อลวย ซึ่งอยู่ถัดจากเสียมราฐมาทางตะวันออกเฉียงใต้ 13 กิโลเมตร จัดเป็นหมู่ปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในเขตเมืองพระนคร

        พระเจ้าชัยวรมันทรงมีเชื้อสายปกครองเมืองพระนครสืบต่อมาอีกว่า 30 พระองค์โดยใช้สร้องพระนามว่า วรมัน(ภาษาสันสกฤต แปลว่าเกราะ) ทั้งหมด แต่ใช่ว่าจะยิ่งใหญ่และมีพระนามเลื่องลือทุกพระองค์ บางพระองค์ที่ประสพความสำเร็จได้ทิ้งจารึกไว้หลายหลัก ซึ่งยังสร้างความทึ่้งแกมพิศวงให้ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้
        
ลำดับกษัตริย์กัมพูชา ยุคเมืองพระนคร
   
ชัยวรมันที่ 2
๑๓๔๕-๑๓๙๓
ทรงสร้างนครหลวง ที่ หริหราลัย , พนมกุเลน    
ชัยวรมันที่ ๓
๑๓๙๕ – ๑๔๒๐
ราชาผู้อุปถัมภ์ลัทธิเทวราชา,วิษณุโลก     
อินทรวรมัน
๑๔๒๐ – ๑๔๓๒
ปราสาทพระโค(เดิมชื่อปรเมศวร) บาราย, ปราสาท บากอง    
ยโศวรมันที่ ๑
๑๔๓๒ – ๑๔๕๓
ปราสาทพนมบาเก็ง,โลเลย,บาแคง,พนมกรอม,พระวิหารฯลฯ
 
 
ทรงสร้างปราสาทมากถึง ๑๐๐แห่ง    
หรรษาวรมัน 1
๑๔๔๓-๑๔๘๗
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
อิศานวรมัน ที่ 2
 
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ชัยวรมันที่ ๔ 
๑๔๗๑ – ๑๔๘๕
ปราสาท ธม, ลึงค์สูงถึง ๑๘ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ เมตร
หรรษาวรมัน ที่ 2
๑๔๘๔-๑๔๘๗
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ราเชนทรวรมันที่ ๒
๑๔๘๗ – ๑๕๑๑
ปราสาทปักษีจำกรุง, แม่บุญตะวันออก, แปรรูป   
ชัยวรมันที่ ๕
๑๕๑๑ - ๑๕๔๔
ปราสาท บันทายศรี,ปราสาท ตาแก้ว 
อุทัยทิตย์วรมัน ที่ ๑
๑๕๔๔-๑๕๔๕
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด 
ชัยวีรวรมัน
๑๕๔๕-๑๕๕๔
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด 
สุริยวรมันที่ ๑
๑๕๔๖ – ๑๕๙๓
ปราสาทตาแก้ว, พิมานอากาศ ขยายเขตไปทางตะวันตก 
อุทัยทิตย์วรมันที่ ๒
๑๕๙๓ – ๑๖๐๓
ปราสาทแม่บุญตะวันออก,ปราสาทบาบวน   
หรรษาวรมัน ที่ 3
๑๖๐๙-๑๖๒๓
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ชัยวรมัน ที่ 6
๑๖๒๓-๑๖๕๐
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ธรณินทรวรมัน ที่ 1
๑๖๕๐-๑๖๕๖
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
สุริยวรมันที่ ๒ 
๑๖๐๓ – ๑๖๙๓
ปราสาทนครวัด ฯลฯ   
ธนินทรวรมันที่ ๒
๑๖๙๓ – ๑๗๐๓
กษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่พระองค์ไม่ได้ขึนครองราชย์   
ยโศวรมันที่ ๒
๑๗๐๓-๑๗๐๘
ปราสาท บันทายชมาร์    
ชัยวรมันที่ ๗
๑๗๓๐ – ๑๗๖๓
ปราสาทบายน,พระขรรค์,ปราสาท ตาพรหม,ปราสาท นาคพันฯ
 
 
อโรคยาศาลา ๗๔ แห่งทั้งในและนอกอาณาจักรกัมพูชา  
อินทรวรมัน ที่ 2
๑๗๖๓-๑๗๘๖
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ชัยวรมัน ที่ 8
๑๗๘๖-๑๘๓๘
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด - สละราชสมบัติ
ศรินทรวรมัน
๑๘๔๓-๑๘๕๐
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด - สละราชสมบัติ
อินทรชัยวรมัน
๑๘๕๑-๑๘๗๐
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ชยวรมทิปรเมสวร
๑๘๗๐
ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งชัด
ปรมถาเกมรย
๑๘๗๓-๑๘๙๖
 
กองทัพไทย เข้ายึดเมืองพระนครได้ ในพ.ศ. ๑๙๗๔ สิ้นสุด ราชอาณาจักรกัมพูชายุคเมืองพระนคร
 
        
         พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 เป็นกษัตริย์เขมรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่ง ทรงสถาปนาธรรมเนียม "ตรีกรณียกิจ" ขึ้นเป็นแบบอย่างให้กับกษัตริย์รุ่นต่อมา ประการแรกคือ การสร้างเครือข่ายชลประ่ทานเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับรัฐ และเพื่อแสดงออกซึ่งพระราชอำนาจอันไพศาล ประการที่สองคือสร้างเทวรูปอุทิศถวายแด่พระราชบิดา มารดา และพระอัยกาอัยกี เทวรูปแทนองค์พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 และพระมเหสีสร้างเป็นรูปพระศิวะและศักติ ประดิษญานอยู่ที่ปราสาทพระโค ใกล้ๆกับร่อลวย แระการที่สาม คือ การสร้างเทวาลัยบนภูเขา รูปทรงเหมือนพีระมิดขั้นบรรได เป็นการสร้างเพื่อพระองค์เอง โดยตั้งพระทัยจะให้เป็นสุสานและอนุสรณ์สถานที่จะยั่งยืนถาวรตลอดกาล วิหารบากองจึงถือเป็นเทวลัยแห่งแรกของเขมรที่สร้างด้วยศิลาทั้งหมด ปัจจุบันก็ยังไปชมได้ที่ร่อลวย
 
        หลังสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระโอรสคือพระเจ้ายโศวรมันได้ขึ้นครองราชย์ต่อ ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ดำริจะย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่พระนคร แม้เมืองที่ทรงสร้างขึ้นจะใช้ชื่อว่า ยโศธรปะรุ และชื่อเมืองพระนคร (อังกอร์) เพิ่งจะมาเริ่มใช้กันแพร่หลายในศตวรรษที่ 14 นี้เท่านั้น สาเหตุทที่ทรงตัดสินพระทัยย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองพระนคร อาจเป็นเพราะที่นี่มีเขาลูกหนึ่งที่ต้องพระทัย จนมีพระราชประสงค์จะสร้างเทวาลัยขึ้นบนบรรพต อันเปรียบได้กับเขาพระสุเมรุลูกนี้ ทรงสร้างเทวาลัยขึ้นทั้งหมดสามหลัง ซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่จนทุกวันนี้ เทวาลัยหลังใหญ่สุดคือปราสาทพนมกันดาลที่อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองพระนคร
 
        พระเจ้ายโศวรมันทรงเป็นทั้งประมุขผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และนักก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ ในการสร้างเมืองพระนครทรงโปรดฯ ให้สร้างบารายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ชื่อยโศธรตฏากะขึ้นทางใต้ของเทวาลัยที่สร้างขึ้นถวายแด่ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพุทธเจ้า เพราะในสมัยนี้พุทธศาสนาได้เข้ามาอิทธิพลต่อขนบประเพณีและความเชื่อทางศาสนาของเขมรแล้ว ต่อมายังโปรดฯให้สร้างศาสนสถานขึ้นทั่วราชอาณาจักร ปราสาทหลังงามที่สุดคือปราสาทเขาพระวิหารบนขอบผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก
 
        ช่วงหนึ่งร้อยปีต่อมา เมืองพระนครยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้กษัตริย์รุ่นหลังจะโปรดฯให้สร้างเมืองใหม่อีกแห่งหนึ่งขึ้นที่เกาแกร์ โดยอยู่ถัดขึ้นมาทางเหนือราว 85 กิโลเมตรก็ตาม ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เมืองพระนครมีขนาดใหญ่โตขึ้นมาก และองค์พระประมุขก็เรียกร้องความจงรักภักดีจากชาวนา ช่างก่อศิลา และทหารมากขึ้นด้วย แม้จะนับถือพระศิวะแต่ก็ทรงยอมรับพระพุทธศาสนาซึ่งเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนักเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ปราสาทบันทายศรีในเมืองพระนครก็สร้างขึ้นในยุคนี้
 
        แม้เมืองพระนครจะดึงดูดการค้าและพ่อค้าจากต่างถิ่นได้ไม่น้อย แต่การค้ากับต่างชาติส่วนใหญ่ดูจะตกอยู่ในมือของชาวจาม จีน และเวียดนาม มากกว่าชาวเขมรสินค้าที่ซื้อขายมีทั้งเครื่องกระเบื้อง แพรวรรณ ของป่า ข้าว กระบือ และทาส แม้หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรในเรื่องนี้จะมีไม่มาก แต่ภาพสลักบนหน้าบันตามโบราณสถานสมัยเมืองพระนครนั้นมีอยู่ไม่น้อย
 
        ครั้นถึงปลายศตวรรษที่ 11 ราชวงศ์เขมรที่ปกครองอยู่ที่เมืองพระนครเริ่มอ่อนแอและตกต่ำลงจากการแย่งชิงอำนาจและราชบัลลังก์ จวบจนต้นศตวรรษที่ 12 พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 จึงทรงสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้น และปกครองอาณาจักรเขมรสืบต่อมาอีกกว่า 100 ปี