ข้อมูลประเทศอียิปต์

สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์
(
Arad Repudlic of Egypt) หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า อียิปต์ (Egypt) เป็นประเทศในแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือทีมีประชากรมากที่สุด ชื่อ Egypt มาจากชื่อภาษาละตินว่า Aegyptus และชื่อภาษากรีกว่า (Aignptos ไอกึปตอสนิยมใช้ในภาษาไทยว่าไอยคุปต์) จากภาษาอียิปต์โบราณว่า Hi-ku-puah: ฮิ-คุ-ปตาห์ ซึ่งเป็นชืออารามที่เมืองเทเบส

        ประเทศนี้มีชื่อเสียงในอารยธรรมโบราณ รวมถึงอนุสาวรีย์โบราณที่หน้าตื่นตาที่สุดในโลก ได้แก่ ปิรามิด อารามคาร์นัค และหุบเขากษัตริย์ (Valley of the kings) ในปัจจุบัน อียิปต์ถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมของโลกอาหรับ


ภูมิศาสตร์

ที่ตั้ง อียิปต์ตั้งอยู่มุมบนสุดตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขตติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีพรมแดนด้านตะวันตกติดกับประเทศลิเบีย ด้านใต้ติดกับ ประเทศซูดาน ด้านตะวันออกเฉียงเหนือติดกับประเทศอิสราเอล ชายฝั่งทางเหนือติดกับทะเล เมดิเตอร์เรเนียน และทางตะวันออกติดกับทะเลแดง พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศส่วนของทะเลทรายซาฮารา และมีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง ประชากรอีปต์ส่วนใหญ่อาศัยบนทั้งสองฝั่งของแม่น้ำไนล์ และคลองสุเอซ

แผนที่ประเทศอียิปต์

 

สภาพภูมิอากาศ ฤดูกาล

                    ภูมิอากาศ ประเทศอียิปต์มีภูมิอากาศร้อน แห้ง และอากาศหนาวระดับปานกลาง แบ่งเป็น 4 ฤดู

            ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม)                อุณหภูมิ 15-32 องศาซิลเซียส

                     ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม)                         อุณหภูมิ 21-43 องศาซิลเซียส

        ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน)          อุณหภูมิ 19-34 องศาซิลเซียส

                   ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์)                     อุณหภูมิ 8-20 องศาซิลเซียส


เวลา

เดือนตุลาคม-เมษายน เวลาในประเทศอียิปต์ช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง (+3 เวลากรีนิช)

เดือนพฤษภาคม-กันยายน เวลาในประเทศอียิปต์ช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง (+2 เวลากรีนิช)


ประชากร

        มีจำนวนประชากร 78 ล้านคน (ปี 2549) อยู่ในเขตเมืองร้อนและ 45 ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามบริเวณ 2 ฝั้งและที่ราบลุ่มแม่น้ำไนท์ ประกอบด้วย 3 เชื้อชาติ คือ แฮมิติก แซมิติก 99.8% เบดูอินและนูเบียน 0.2% อัตราเพิ่มของประชากร ประมาณปีละ 1.9% อายุเฉลี่ย 65 ปี

        ความหนาแน่นประชากรโดยเฉลี่ยทั่วประเทศ ประมาณ 75.68 คน/ตร.กม กรุงไคไรและปริมฑล มีประชากรประมาณ 16 ล้านคน จะมีความหนาแน่นมากที่สุดเฉลี่ย 34.000-35.000 คน/ตร.กม. รองลงมาคือ เมืองอเล็กซานเดรีย มีประชากรประมาณ 4 ล้านคน ความหนาแน่นเฉลี่ย 13.000-9.000 คน/ตร.กม


ภาษา
อารบิกเ
ป็นภาษาราชการ และภาษาต่างประเทศที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส


ศาสนา

       

ในอดีตชาวอียิปต์นับถือเทพเจ้าและมีกษัตริย์ที่เรียกว่า ฟาโรห์ และในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย

พระเจ้าอโศกได้ส่งทูตมาเจรจาสัมพันธไมตรีกับอียิปต์  และให้เผยแพร่พระพุทธศาสนาในเขตเมืองอเล็กซานเดรีย 

แต่ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่  94% นับถือศาสนาอิสลาม นิกายสุหนี่ อีก 6% นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคอปติ


การเมืองการปกครอง

อียิปต์แบ่งเป็น 27 เขตผู้ว่าราชการ (govenorates-muhafazah) ปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐประธานาธิบดี

เป็นประมุข มีวาระคราวละ 6 ปี และมีนายกรัฐมนตรีซึ่งแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาลอยู่

ในตำแหน่ง

คราวละ4 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือนายโมฮัมเหม็ดฮอสนี มูบารัค (Hosni Mubarak) นายก

รัฐมนตรี ได้แก่ 

นายอาเหม็ด นาซีฟ(Ahmed Nazif) อียิปต์มีพรรคการเมือง 13 พรรคที่สำคัญ ได้แก่ National Democratic Party (NDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลมีประธานาธิบดีมูบารัคเป็นประธานพรรค Labour Party, New Wafq Party, Liberal Party (Ahrar), Tabammu (Progressive Unionist Party) และ Democratic Nasserite Party พรรค NDP ของรัฐบาล จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2521 ในสมัยประธานาธิบดีซาดัต และได้รับเลือกตั้งเข้าบริหารประเทศตลอดมา จนกระทั่งต้องพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เนื่องจากเกิดเหตุการณ์การปฏิวัติอียิปต์ พ.ศ. 2554


มืองหลวง 

กรุงไคโร (Cairo) ชิ่อเมือง ไคโร ในภาษาอาหรับมีความหมายว่า ชัยชนะ โดยความเชื่อว่าเกิดจากที่มีการมอง 

เห็นดาวอังคารในช่วงที่ก่อสร้างเมือง และดาวอังคารเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการทำลายล้าง อย่างไรก็ตามใน 

อีกความเชื่อหนึ่ง ชื่อไคโรมาจากที่เมืองไคโรเป็นเมืองรบชนะทุกกองทัพที่มาตีเมืองไคโร รวมไปถึง 

กองทัพมองโกล กองทัพครูเสด หรือแม้แต่กองทัพออตโตมัน


เศรษฐกิจ

อียีปต์ตั้งอยู่บริเวณตะวันออกของแอฟริกา โดยมีแม่น้ำไนล์ผ่านกลางประเทศซึ่งทำให้เป็นลำน้ำที่อุดมสมบูรณ์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นที่บริเวณลุ่มน้ำแห่งนี้ในช่วง 30 ปีผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการปฎิรูปเศรษฐกิจจากแบบรวมศูนย์ที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี NASSER ให้เปิดเสรีมากขึ้น นับ ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา นายกรัฐมนตรี    NAZIF ได้เลิกภาษีเงินได้และภาษีนิติบุคคล ลดการอุดหนุนด้านพลังงาน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจ GDP ขยายตัวกว่าร้อยละ 5 ต่อปีในช่วงปี 2005-2006 แม้ว่าจะสามารถผลักดันเศรษฐกิจให้ ขยายตัวแต่รัฐบาลยังไม่สามารถยกระดับมาตรฐานการครองชีพของคนอียิปต์โดยรวม และรัฐบาลยังคงต้อง ให้การอุดหนุนในสิ่งจำเป็นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งการอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้เกิดการขาดดุลงบประมาณกว่าร้อยละ 10 ของ GDP ในแต่ละปี ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศก็ยังอยู่ในเกณฑ์ทีต่ำ ทั้งนี้ในการที่จะกระตุ้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดการปฎิรูปอย่างจริงจัง ด้านพลังงาน โดยเฉพาะการส่งออกก๊าซธรรมชาติที่มีอนาคตที่แจ่มใส


ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียิปต์

วามสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียิปต์ ดำเนินมาอย่างราบรื่นและก้าวหน้ามาตามลำดับ โดยหลังจากการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมมือทวิภาคีไทย-อียิปต์ ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2546 และครั้งที่สองเมื่อปี พ.ศ.2549 ไทยและอียิปต์ได้ขยายความร่วมมือระหว่างกันอาทิ ความร่วมมือด้านข่าวกรอง การผลากดันให้แต่ละฝ่ายเป็นประตูทางธุรจิจการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน และการแลกเปลื่ยนทางวัฒนธรรม โดยแฉพาะในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูต ไทยและอียิปต์

ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายจะเพิ่มมูลค่าทางด้านการค้าเป็น 500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในปี พ. ศ. 2551 เพิ่มพูลความร่วมมือทางด้านพลังงาน วิชาการและการศึกษา อาทิ ความร่วมมือด้านการป้องกันโรคไข้หวัดนก การให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยมุสลิมของ มหาวิทยาลัย อัล อัซอัร และการแลกเปลื่ยนการเยือนทั้งในระดับ รัฐบาล ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้การเสด็จเยือนอียิปต์อย่างเป็นทางการของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 17-23 มีนาคม พ. ศ.2550 และการเชิญผู้นำสูงสุด ทางศาสนาอิสลามของอียิปต์ เยือนไทยระหว่างวันที่ 23-27 มิถุนายน พ.ศ.2550 นับเป็นการก้าวหน้าทางความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ

        ประเทศไทยและสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างกันวันที่ 27 กันยายน 

        พ.ศ.2497 นับเป็นประเทศแรกของอาหรับทีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตกับไทย ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายไม่มี

ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกัน ต่างสนับสนุนกันในเวทีระหว่างประเทศ และในการร่วมมือระดับภูมิภาคเช่น 

ในเวที Asia Middle East Dialogue (AMED เป็นต้น)

 

Comments