ประวัติศาสตร์อียิปต์

ตำนานศึกเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์
 
 เทพรา

        ในสมัยโบราณเมื่อแรกที่ รา(RA) สุริยาเทพได้สร้าง โลกและมนุษย์ขึ้นพระองค์ได้ทรงครองรราชย์เป็นฟาโรห์องค์แรกของอียิปต์ รามีโอรสและธิดาห้าพระองค์ คือ โอซิริส( Osiris) ฮามาคอสต์ (Harmakhis) เซ็ท (Seth) ไอซิส (Isis) และ เนพทิส (Nephtys) เมื่อเจริญวัยขึ้น โอรสและธิดาของพระองค์ได้อภิเษกกันเอง ตามประเพณีของไอยคุปต์ กล่าวคือ เทพโอซิริส อภิเษกกับ เทพีไอซิส ส่าวเทพเซ็ทอภิเษกกับเทพีเนพทิส มีเพียงเทพฮามาคิสเท่านั้นที่มิได้อภิเษกกับผู้ใด

        กาลเวลาล่วงมาจนกระทั่งเมื่อรา สละราชสมบัติและเสด็จสู่สวรรค์ เทพโอซิริสในฐานะโอรสองค์โตจึงขึ้นครองราชย์ เป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์ แต่เทพเซ็ทผู้อนุชาปรารถนาในราชบัลลังก์ จึงวางแผนปลงพระชนม์พระเชษฐา เพื่อการณ์นี้ เซ็ทได้สร้างหีบใบหนึ่งขึ้นมาอย่างวิจิตรงดงามและถวายแด่พระเชษฐาหากแต่มีข้อแม้ว่า โอซิริสต้องเข้าไปนอนในหีบนี้ได้พอดี ความงามของหีบต้องใจองค์ฟาโรห์ จนพระองค์รีบเสด็จก้าวเข้าไปโดยมิทันสงสัย และทันทีที่โอซิริสเสด็จเข้าไป เทพเซ็ทก็ปิดหีบและมัดอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงนำหีบทิ้งลงแม่น้ำไนล์หีบดังกล่าวลอยไปติดกับต้นทามาริสต์ และถูกกิ่งก้านของต้นไม้ปิดอย่างมิดชิด  ต่อมาราชาแห่งนครไบบลอสได้นำต้นไม้ดังกล่าวไปทำเสาประดับในโถงพระโรงโดยมิทรงทราบว่ามีหีบศพอยู่ข้างใน ฝ่ายไอซิส รับทราบมรณกรรมของสวามีด้วยความรันทด นางจึงออกจากอียิปต์เพื่อค้นหาร่างของสวามี ระหว่างนั้นนางได้กำเนิดโอรสนามว่า ฮอรัสเมือทราบว่าหีบศพอยู่ที่ไบบลอส นางได้ฝากโอรสไว้ที่เกาะแซมมิสและจำแลงร่างเป็นหญิงชราเข้าไปในวังของกษัตริย์ไบบลอส เพื่อถวายการดูแลโอรสของพระองค์ทีทรงประชวร จนหายเป็นปกติ คืนวันหนึ่งนางได้ลอบเข้าไปในท้องพระโรงและร่ำร้องให้กับเสาที่หีบศพอยู่ข้างใน ราชนีแห่งไบบอลส จึงมอบเสาต้นนั้นและหีบศพให้เทพีไอซิส พระนางนำหีบนั้นกลับอียิปต์ และไปไว้ที่เกาะแซมมิส

            ข้าจะไม่ให้มัน ได้ตายอย่างสงบ เทพเซ็ท ประกาศเมื่อทราบเรื่อง จากนั้นพระองค์ได้เสด็จมายัง แซมมิสและสับร่างพระเชษฐา ออกเป็น 14 ชิ้น ทิ้งลงแม่น้ำไนล์ เทพีไอซิสและอนูบิสผู้เป็นหลานชายได้ช่วยกันเก็บร่างของโอซิริสขึ้นมา และทำเป็นมัมมี่เพื่อรอวันคืนชีพ ฝ่ายเซ็ทหลังจากจัดการร่างของโอซิริสแล้ว ก็ได้จำแรงร่างเป็นแมงป่องลอบเข้าไปต่อยฮอรัสในที่บรรทมจนสิ้นพระชนม์ โอ ข้าแต่สุริยเทพ สวามีของข้าได้สิ้นไปแล้ว ไยต้องพรากชีวิตโอรสของข้าด้วย  ไอซิสคร่ำครวญ เมื่อทราบเรื่อง และด้วยบุญญาธิการของฮอรัส จึงทำให้พระองค์คืนชีพอีกครั้ง ยังความเคียดแค้นแก่เทพเซ็ทมาก จงระวังไว้ให้ดี เมื่อไดที่มันเติบใหญ่ขึ้น ข้าจะเอาชีวิตมัน เซ็ทประกาศก้อง

      ฮอรัสเติบใหญ่ขึ้นด้วยเลี้ยงดูของพระมารดาที่แซมมิสและได้รับการฝึงเพลงอาวุธ เวทมนต์ จากพระมารดาและเทพฮามาคิตส์ผู้เป็นลุง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ฮอรัสและฮามาคิตส์พร้อมเหล่านายทัพก็ยกไพร่พลมาชิงบัลลังก์คืน และล้างแค้นให้พระบริดา กองทัพของเซ็ทปะทะกับกองทัพของฮอรัสที่เอ็ดฟู ริมแม่น้ำไนล์ และสงครามก็เริ่มขึ้นหลัง จากต่อสู้ได้ไม่นานทหารของเซ็ทก็เริ่มล่าถอย ฮามาคิตส์ได้กลายร่างเป็นสฟิงส์ยักษ์ตะปบเหล่าทหารศัตรูที่กำลังแตกพ่ายเอาไว้ได้ วันเวลาของท่านกำลังจะจบลงแล้วเซ็ท เทพฮอรัสประกาศก้องกลางสมรภูมิ แต่เซ็ทยังไม่ยอมแพ้ พระองค์จมลงแม่น้ำไนล์และได้แปลงร่างเป็นฮิปโปเตมัสยักษ์เข้าเล่นงานฮอรัส เจ้าชายหนุ่มกระโดดขึ้งหลังของมัน และเสกฉมวกเหล็กยาวสามสิบฟุตแทงลงไปยังศรีษะฮิปโป ทะลุผ่านสมอง ยังผลให้เทพเซ็ทสิ้นพระชนม์ทันที หลังจากนั้นฮอรัสก็ขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอียิปต์ พระนามของพระองค์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ ของฟาโรห์ทุกพระองค์นับแต่นั้นมา 

อียิปต์ อารยธรรมแห่งลุ่มน้ำไนล์

        ชาวอียิปต์เป็นหนึ่งในกลุ่มชนโบราณพวกแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างและพัฒนาอารยธรรมของตนเนื่องจากมีปราการธรรมชาติอย่าง ทะเลทรายซาฮารา ทำให้อียิปต์ปราศจากการคุกคามจากศัตรูทางบก และความสมบูรณ์ของแม่น้ำไนล์ ทำให้ปัญหาความอดอยากแทบไม่ปรากฎ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสามารถ พัฒนาอารยธรรมได้โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ

        นักประวัติศาสตร์แบ่งช่วงเวลาสามพันปีของอียิปต์ออกเป็นช่วงต่างๆ โดยเริ่มจากปลายยุคก่อนราชวงศ์ (3100 ปี ก่อน ค.ศ.) เป็นยุคที่ยังไม่ได้ตั้งเป็นอาณาจักร

ยุคอาณาจักรเก่า เริ่มตั้งแต่ (2950-2150) ปีก่อน ค.ศ. ประกอบด้วยราชวงศ์ที่หนึ่งถึงราชวงศ์ที่แปด
ยุครอยต่อของอาณาจักร 2125-1975 ปีก่อน ค.ศ. ประกอบด้วยราชวงศ์ที่เก้าถึงสิบเอ็ด

ยุคอาณาจักรกลาง เริ่มตั้งแต่ 1975-1520 ปีก่อน ค.ศ. ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบถึงสิบเอ็ด

ยุคอาณาจักรใหม่ เริ่มตั้งแต่ 1539-1075 ปีก่อน ค.ศ. ประกอบด้วยราชวงศ์ที่สิบแปดถึงยี่สิบ

ยุคปลายของอาณาจักร เริ่มตั้งแต่ 1075-332 ปีก่อน ค.ศ. ราชวงศ์ที่ยี่สิบถึงสามสิบเอ็ด ยุคนี้อียิปต์ถูกปกครองโดย ชาวต่างชาติ ตั้งแต่พวกลิเบีย นูเบีย และพวกเปอร์เซีย ปีที่ 332 ก่อนคริสตกาลอียิปต์ถูกปกครองโดยราชวงศ์ปโตเลมี อดีตขุนศึกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จนมาถึงความพ่ายแพ้ของพระนางคลีโอพัตราที่แอคติอุม (Actium) ในราว ก่อน คริสตกาล อียิปต์ก็สิ้นสุดความเป็นอาณาจักรโดยสิ้นเชิง
 
 

บทปฐมกาล

        เมื่อราว หนึ่งหมื่นปีก่อน ทะเลทรายซาฮารายังเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสัตว์ป่าและพืชพรรณนานาชนิด ในท้องทุ่งอุดมไปด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและแอนทีโลป มนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ในช่วงแรกดำรงชีวิตในการล่าสัตว์ และทำปศุสัตว์ จวบจนกระทั่งเมื่อราวเจ็ดพันปีก่อนการเปลื่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้ซาฮารา ค่อยๆแห้งแล้ง และกลายเป็นทะเลทราย ในท้ายที่สุดก็เหลือแต่เพียงพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำไนล์เท่านั้นที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่ และเนื่องจากทุกปีแม่น้ำไนล์จะพัดเอาตะกอนหน้าดินมาถมฝั่ง ทำให้พื้นดินแห่งนี้มีความสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก ผู้คนเริ่มอพยพจากพื้นที่รอบนอกเข้ามาจับจองพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ และเริ่มมีการเพาะปลูกขึ้น เผ่าชนหล่านี้มาอาศัยรวมกันตามริมฝั่งแม่น้ำไนล์ และแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ เรียกว่าโนมส์

       ในแต่ละโนมส์จะปกครองโดยกลุ่มนักบวชซึ่งพัฒนามาจากหมอผีในสมัยหินใหม่ ต่อมาความจำเป็นในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ทำให้ต้องมีการจัดระบบชลประทานขึ้น หัวหน้ากรรมกรผู้ควบคุมในการชลประทานเหล่านี้ได้ถูกยกย่องให้เป็นหัวหน้านักรบของโนมส์ เมื่อขนาดของชุมชนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆก็มีการพัฒนาเป็นนครรัฐขนาดเล็กกระจัดกระจายตามริมฝั่งแม่น้ำ ดินแดนของแม่น้ำไนล์ถูกแบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์เป็น อีบิปต์บนและอียิปต์ล่างเนื่องจากแม่น้ำไนล์ไหลจากใต้ขึ้นเหนือ ดังนั้นอียิปต์จะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำไนล์อันเป็นทิศที่แม่น้ำไหลมา พื้นที่ส่วนนี้ มีทุ่งหญ้าและเขตป่าละเมาะทีเหมาะแก่การล่าสัตว์และการทำปศุสัตว์ ส่วนอียิปต์ล่างจะตั้งงอยู่บริเวณทิศเหนือซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำไหลลงทะเล และมีพื้นที่ดินดอนสามเหลื่ยมปากน้ำ ทีสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ในช่วงเวลานั้นอียิปต์ล่างมีเมืองการค้าและศูนย์กลางสำคัญชื่อว่า บูโท ส่วนทางอียิปต์บนพลเมืองจะอาศัยอยู่หนาแน่นบริเวณเมืองนากาดา และเฮียราคอนโพลิส ในราวสี่พันปีก่อนคริสตกาลชาวอียิปต์เริ่มพัฒนารูปแบบอักษรจากรูปภาพ กลายเป็นอักษรเฮียโรกลิฟฟิคในเวลาต่อมา

       การก่อกำเนิดอาณาจักรได้เริ่มต้นขึ้นในราว 3200 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อราชาแมงป่อง ผู้ครองนครธีส อันตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของแม่น้ำไนล์ ได้กรีฑาทัพเข้ายึดครองนครต่างๆในอียิปต์ตอนบนและตั้งตนเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรบน ราชาแมงป่องปรารถนาจะรวมอียิปต์เข้าด้วยกันแต่พระองค์สิ้นพระชนม์เสียก่อน โอรสของพระองค์นามว่า นาเมอร์ ได้สานต่อนโยบาย และกรีฑาทัพเข้าโจมตีอียิปต์ล่าง (ข้อนี้นักประวัติศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักแต่จากหลักฐานที่มีแสดงว่าทั้งสองพระองค์น่าจะเกี่ยวดองกัน) จนกระทั่งมาถึงสมัยของ ฟาโรห์เมเนสพระองค์สามารถผนวกอทั้งสองอาณาจักรเข้าด้วยกันได้สำเร็จ และสถาปนาพระองค์เป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์ โดยตั้งแต่เมืองหลวงที่ เมมฟิส ซึ่งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำไนล์ ฟาโรห์เมเนส เป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งราชวงศ์ทีหนึ่งของอียิปต์โบราณ 

ยุคอาณาจักรเก่า (2950-2150 ปีก่อนค.ศ.) ราชวงศ์ที่ 1-8

        ยุคนี้เมืองหลวงของอียิปต์คือ นครเมมฟิส โดยมีพระเจ้าเมเนส เป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่ปกครองอียิปต์ทั้งหมด ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า องค์ฟาโรห์คือร่างประทับของสุริยเทพ ที่ลงมาปกครองมนุษย์ มีการแบ่งออกเป็นสามชนชั้น คือ ชนชั้นสูงได้แก่ เชื้อพระวงศ์ นักบวช ขุนนาง ชนชั้นกลางได้แก่ พ่อค้า เสมียน ช่างฝีมือ และชนชั้นล่างคือพวกชาวนา  และผู้ใช้แรงงาน นอกจากฟาโรห์แล้ว บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดคือหัวหน้านักบวชของสรุริยเทพ "ราห์" ซึ่งเป็นจอมเทพสูงสุด ในการบริหารงาน ฟาโรห์จะมีคณะเสนาบดีที่นำโดย วิเซียร์  ซึ่งตำแหน่งขุนนางสำคัญเป็นผู้ช่วย และส่งข้าหลวง ไปทำหน้าที่หัวเมืองต่างๆ   โดยขึ้นตรงต่อองค์กษัตริย์ ในยุคอาณาจักรเก่านี้  อียิปต์ไม่มีกองทหารประจำการ แต่จะเกณฑ์พลเมืองเข้ากองทัพเมื่อเกิดสงคราม

        ชาวอียิปต์โบราณดำรงชีวิตด้วยการกสิกรรม โดยเฉพาะในเขตที่ราบน้ำทีวมถึง  หรือที่เรียกว่าเขตดินสีดำที่     เรีนกชื้อว่า  เคเมต เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ การเพาะปลูกได้ผลดี พืชผลที่ได้จะถือเป็นสมบัติของฟาโรห์และจะมีการแจกจ่ายแก่ประชาชนอย่างเหมาะสม พืชที่นิยมปลูกกันคือข้าวสาลีและข้าวบาเล่ย์ โดยพวกเขาจะใช้ข้าวสาลีทำขนมปังและทำเบียร์จากข้าวบาเล่ย์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นอาหารหลักของชาวอียิปต์โบราณ ชาวอียิปต์ยังทำการจับปลา ล่านกน้ำและฮิปโปโปเตมัสในแม่น้ำไนล์ โดยใช้เรือที่ผูกจากต้นกก ส่วนในเขตบนพวกเขาจะทำการล่าสัตว์ป่าอย่าง แอนทีโลป และแพะป่า ซึ่งมีอยู่มากมาย

        การทำมันมี่ถูกทำขึ้นในมัยราชวงศ์ที่ 4  และมีเรือยมาจนถึง ค.ศ. 641 ชาวอียิปต์เชื่อว่าหลังจากที่มนุษย์ตายไปแล้วดวงวิญญาณจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิม จึงต้องเก็บร่างเอาไว้รอรับการเกิดใหม่ ในยุคอาณาจักรเก่าเชื่อว่ามีเพียงฟาโรห์เท่านั้นที่จะกลับมาคืนร่างเดิม แต่ในสมัยต่อมาการทำมัมมี่ได้แพร่หลายสู่ขุนนางและสามัญชน แม้กระทั่งสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า

        ปิรามิดยักษ์ เป็นสิ่งก่อสร้างที่น่ามหัศจรรรย์มากที่สุด เดิมทีฟาโรห์จะสร้างห้องเก็บพระศพขนาดใหญ่เป็นสุสาน ต่อมาในสมัยฟาโรห์โซเซอร์ แห่งราชวงศ์ที่สาม 2650 ปีก่อน ค.ศ. อิม โฮเทปที่ปรึกษาของฟาโรห์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์และสถาปนิกที่มีความสามารถ ได้ทำการออกแบบ ปิรามิดขั้นบันไดที่เรียกว่า มาสตาบา ที่เมืองซักคาราขึ้น นอกจากเป็นผู้ออกแบบปิรามิดแล้วอิมโฮเทปยังมีผลงานประพันธ์ต่างๆมากมาย ทั้งวรรณคดีและตำราเภสัชศาสตร์ ชาวอียิปต์รุ่นหลังนับถือเขาในฐานะเทพแห่งความรู้ หลังจากยุคของฟาโรห์โซเซอร์ ก็ได้มีการสร้างปิรามิดขั้นบันไดต่อมาและค่อยๆพัฒนากลายเป็นแบบสามเหลี่ยม โดยปิรามิดที่ทีชื่อเสียงที่สุดคือ ปิรามิดยักษ์ของฟาโรห์คูฟูที่เมืองกีซ่า ซึ่งมีความสูงถึง 147  เมตรได้ชื่อว่าเป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปิรามิดยักษ์ของฟาโรห์คูฟู

        การต่างประเทศในยุคอาณาจักรเก่าอียิปต์มีการค้าขายกับเพื่อนบ้านทั้งในเมโสโปเตเมีย (อยู่ในตะวันออกกลาง)  และอาณาจักรนูเบียทางภาคใต้ (ปัจจุบันคือซูดาน) ในยุคนี้ไม่มีการใช้เงิน การค้าจะทำในแบบของแลกของ โดยสินค้าออกคือพืชผลทางการเกษตร แลกกับสินค้าพวกไม้หอม งาช้าง  เครื่องแกะสลัก เป็นต้น แทบไม่มีหลักฐานของการรบกับพวกของเรร่อนเบดูอิน ในพรมแดนปาเลสไตน์สมัยฟาโรห์เปปิทิ่1 แห่งราชวงศ์ที 6 กล่าวได้ว่าสงครามใหญ่เพียงครั้งเดียวของยุคนี้คือสงครามรวมชาติต้นราชวงศ์ที่หนึ่งเท่านั้น

 

ยุคอาณาจักรกลาง (1975-1520 ปีก่อน ค. ศ .) ราชวงศ์ที่ 12-17

        นับแต่ก่อตั้งอาณาจักร ดินแดนอียิปต์มีแต่ความสงบสุขและรุ่งเรือง ปราศจากสงคราม และการคุกคามจากชนต่างชาติ ควาสงบสุขดำเนินมาจนถึงปีที่ 2200 ก่อนคริสตกาล อันเป็นปีเริ่มต้นของยุคแห่งความวุ่นวายและการนองเลือด สาเหตุของการวุ่นวายในดินแดนไอยคุปต์มีทีมาจากประเพณีของฟาโรห์ ในการพระราชทานรางวัล แก่ขุนนางที่มีความชอบ เนื่องจากในยุคนั้นไม่มีการใช้เงินตรา และสิ่งที่มีค่าที่สุดคือ ที่ดิน กล่าวคือฟาโรห์จะพระราชทานที่ดินให้แก่ขุนนางที่ทำความดีความชอบ โดยที่ดินดังกล่าวจะต้องกลับคืนเป็นของราชสำนักอีกครั้ง เมื่อขุนนางสิ้นชีวิตลง แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ขุนนางเริ่มท้าทายอำนาจฟาโรห์ โดยการแอบโอนถ่ายที่ดินให้แก่ลูกหลานได้ และนำไปสร้างเขตอิทธิพลของแต่ละครอบครัว เหล่างขุนนางต่างสะสมที่ดินและกำลังคนมากขึ้น อำนาจของฟาโรห์ถูกกัดกร่อนลงเรื่อยๆ และกลุ่มอิทธิพลที่ทรงอำนาจมากที่สุดก็คือเหล่าหัวหน้านักบวชในอาราม  สุริยเทพราห์

        ปีที่ 2180 ก่อน ค.ศ. อำนาจรัฐของฟาโรห์ที่เมมฟิส สิ้นสุดลง บรรดานครรัฐต่างตั้งตนเป็นอิสระและทำสงครามรบพุ่งกันเอง ดินแดนแม่น้ำไนล์ที่เคยอุดมสมบูรณ์เกิดภัยแล้งติดต่อกันเป็นเวลานาน ฟาโรห์อ่อนแอเกินกว่าที่จะสร้างระบบชลประทานขึ้นมาแก้ปัญหาได้ ความอดอยากและภัยสงครามแพร่กระจายทั่วแผ่นดิน ในที่สุดอียิปต์ถูกแบ่งเป็นสองเขต คืออียิปต์ล่างซึ่งอยู่ทางเหนือของ เมมฟิส ถูกปกครองโดยตระกูลหนึ่งจากเมืองเฮลิโอโพลิสส่วนอีกเขตหนึ่งคืออียิปต์บน ทีอยู่ทางใต้ของเมมฟิสถูกปกครองโดยตระกูลจากเมืองธีบส์ และแล้วในปีที่ 1975 ก่อน ค.ศ. เจ้าชายนักรบจากธีบส์ได้ทำสงครามผนวกอียิปต์ทั้งหมดและขึ้นครองราชเป็นฟาโรห์ ทรงพระนามว่า มอนตูโฮเทปที่ 2


            พระเจ้ามอนตูโฮเทป ที่ 2 ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ที่ ธีบส์ ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสร้างโบสถ์ใหญ่อันสวยงามที่ เดียร์ เอลบาหรี โบสถ์นี้ยังเป็นที่ฝังพระศพของพระองค์อีกด้วย   ต่อมาในสมัยของมอนตูโฮเทปที่ 4 พระองค์ถูกแย่งชิงราชสมบัติ      โดยขุนศึกนาม อาเมเนมฮัท ซึ่งได้ตั้งราชวงศ์ที่ 12 ขึ้นราชวงศ์ที่ 12 นี้ได้นำความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองกลับมาสู่อียิปต์อีกครั้ง มีการทำเหมืองแร่และอู่ต่อเรือ นอกจากนี้มีการสร้างปิรามิดขนาดใหญ่ขึ้นหลายแห่ง การเพาะปลูกอุดมสมบูรณ์ ชาวอียิปต์ได้ฟื้นฟูเส้นทางการค้าต่างประเทศขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่หยุดชะงักไป    มีการส่งกองเรือสินค้าไปค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น กรีกและเลบานอน ในยุคนี้ อียิปต์ยังทำศึกกับพวกนูเบียร์ทางตอนใต้  และแผ่อิทธิพลไปทางภาคตะวันตกเพื่อป้องกันเส้นทางการค้า นอกจากนี้เครื่องบรรณาการเช่นทองคำและทาสเชลย ที่ชาวอียิปต์ได้จากการทำสงคราม ทำเศรษฐกิจของอียิปต์รุ่งเรืองขึ้น    อำนาจของฟาโรห์กลับมายิ่งใหญ่และมั่งคั่งอีกครั้งหนึ่ง

 

การรุกรานของชาวต่างชาติ 1630-1520 ก่อน ค.ศ.

        ในช่วงเวลานี้ได้เกิดเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น นั่นคือการรุกรานของพวกฮิกโซส ซึ่งในภาษาอียิปต์แปลว่า "กษัตริย์ต่างชาติ"  ชนเผ่านี้อพยมาจากทุ่งหญ้าในเอเชีย และทำสงครามโค่นล้มราชวงศ์อียิปต์ พวกฮิกโซสมีชัยชนะเหนืออียิปต์ได้ด้วย รถศึกและม้า ซึ่งชาวอียิปต์ไม่เคยรู้จักมาก่อน รถศึกเป็นการผสมผสานระหว่างความเร็วกับอนุภาพการยิง โดยมือธนูจะอยู่บนรถศึกและยิงทำลายแนวรบของศัตรู ทหารอียิปต์ที่มีเพียงพลเดินเท้าเป็นหลักไม่อาจจะต้านทานอานุภาพของรถศึกได้  ในที่สุดพวกฮิกโซสจึงสามารถก่อตั้งราชวงศ์ปกครองอียิปต์สำเร็จ โดยตั้งเมืองหลวงชื่อ อวารีส ขึ้นที่บริเวณสามเหลี่ยมแม่น้ำไนล์ และครอบครองดินแดนส่วนเหนือของประเทศ พวกฮิกโซสนำอียิปต์สู่โลกภายนอก และนำวิชาการใหม่ๆมาสู่อียิปต์ พวกฮิกโซสได้รับวัฒนธรรมและศาสนาของชาวอียิปต์เข้าด้วยกัน แม้จะใช้วัฒนธรรมอียิปต์ แต่ในสายตาชาวอียิปต์ พวกฮิกโซสก็ยังเป็ยพวกรุกรานที่น่ารังเกียจ ในเวลาที่พวกฮิกโซสตั้งราชวงศ์นั้น พวกอียิปต์ก็ได้ตั้งราชวงศ์ที่ 17 อยู่ที่ธีบส์ โดยยอมอ่อนข้อให้พวกฮิกโซสในตอนแรก แต่หลังจากนั้นธีบส์ก็ลุกขึ้นทำสงครามกับ ฮิกโซส ในการสงคราม ฟาโรห์สองพระองค์ของธีบส์คือ ฟาโรห์เซเกนองแร และฟาโรห์กาโมส สิ้นพระชนในสนามรบ และในทีสุดฟาโรห์อาห์โมซิส ก็สามารถขับไล่พวกฮิกโซสออกไปได้สำเร็จ และก่อตั้งราชวงศ์ที่ 18 ขึ้น

 

ยุคอาณาจักรใหม่ (1539-1075 ปี ก่อน ค.ศ.) ราชวงที่ 18-20

        นักปะวัติศาสตร์ต่างยอมรับกันว่า ยุคนี้เป็นยุคที่อียิปต์รุ่งเรืองที่สุด โดยหลังจากพวกฮิกโซสถูกขับไล่ไปแล้ว อำนาจของฟาโรห์ เหนือนครต่างๆในลุ่มน้ำไนล์กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ในยุคของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 แห่งราชวงศ์ที่ 18 ในยุคนี้เมืองหลวงของอียิปต์คือนครธีบส์ และฝั่งตรงข้ามของเมืองหลวงคือ หุบเขาแห่งกษัตริย์ อันเป็นสถานะที่ฝั่งพระศพฟาโรห์ ในยุคอาณาจักรใหม่นี้ ชาวอียิปต์ได้ยกเลิกประเพณีการสร้างปิระมิดไปตั้งแต่ตอนปลายของอาณาจักรเก่าเนื่องจากสิ้นเปลืองวัตถุดิบ    หันมาใช้วิธีเจาะหน้าผาเป็นสุสานแทน นอกจากธีบว์แล้วทุตโมซิสที่ 1 นี้ กรุงธีบส์เจริญรุ่งเรืองมาก     มีการก่อสร้างวิหารขนาดใหญ่เพื่อบูชาแด่เทพเจ้า ซึ่งก็รวมทั้งมหาวิหารคาร์นัค นอกจากนี้อียิปต์ยังได้เริ่มการแผ่อำนาจเข้าไปในดินแดนตะวันออกใกล้และนูเบีย อีกด้วย

 

ฟาโรห์หญิง ฮัตเชปซุต สตรีผู้ทรงอำนาจคนแรกแห่งโลกโบราณ


         ราชนีฮัตเชปซุต ทรงครองราชย์ในปีที่ 1505-1484 ก่อน ค.ศ. พระนางฮัตเชปซุตเป็นพระราชธิดาของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 กับพระราชนีอาโมซิส โดยพระนามฮัตเชปซุตมีความหมายว่า ยอดขัตติยา เนื่องจากราชินีอาโมซิสไม่มีพระโอรส ดังนั้นสิทธิในราชบัลลังก์จึงตกอยู่กับโอรสของทุตโมซิสที่ 1 กับพระชายารองที่ชื่อ มุทโนเฟรท และในปีที่ 1519 ก่อน ค.ศ ก็ทรงขึ้นครองราชย์เป็น     ฟาราห์ทุตโมซิสที่ 2 โดยอภิเษกกับเจ้าหญิงฮัตเชปซุต ซึ่งเป็นพีสาวต่างมารดา ตามประเพณีของอียิปต์ เพื่อรักษาสายเลือดอันบริสุทธิ์ของพระราชวงศ์ ทุตโมซิสที่ 2 เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอและไม่มีความสามารถในการรบการปกครองเท่าพระธิดา อำนาจในการบริหารงานจึงตกอยู่ในมือราชินี อันที่จริงนั้นพระนางฮัตเชปซุตก็เคยช่วยพระบิดาบริหารราชกิจมาบ้าง ตั้งแต่ยังเป็นเจ้าหญิง หลังจากครองราชย์เพียง 14 ปี ฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 2 ก็สวรรคตโดยไม่มีโอรส กับพระนางฮัตเชปซุต มีเพียงพระธิดา คือเจ้าหญิงเนเฟอร์รูเร เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทรงมีโอรสกับพระชายารองที่ชื่อ ไอซิสอีกหนึ่งองค์คือ เจ้าชายทุตโมซิส
เนื่องจากเจ้าชายทุสโมซิสยังทรงพระเยาว์มาก ดังนั้นพระนางฮัตเชปซุตผู้มีศักดิ์เป็นป้าจึงเป็นผู้ว่าราชการแทน และหลังจากกุมอำนาจได้หลายปีด้วยความทะเยอทะยาน พระนางจึงตัดสินพระทัยขึ้นเป็นฟาโรห์ ปกครองอียิปต์ในที่สุด พระนางได้ประกาศองค์เป็นธิดาผู้เป็นที่รักของสุริยะเทพอามอนรา  เพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองบัลลัง นอกจากนี้พระองค์ยังคงสร้างเสาโอบีลิคส์ซึ่งเป็นแท่งหินสูงสามสิบเมตรมียอดหุ้มด้วย เงินผสมทองคำและสลักเรื่องราวของพระนางลงไป นอกจากนี้เวลาปรากฎองค์ต่อหน้าสาธารณชนพระนางจะสวมเครื่องทรงของบุรุษ และมีเคราปลอมสวมอยู่ทำให้รูปสลักของพระนางมีเคราเหมือน ผู้ชาย ตลอดรัชสมัยของฮัตเชปซุตแผ่นดินอียิปต์สงบร่มเย็น มีเพียงสงครามย่อยๆ ในนูเบีย และสมุทรไซนายอย่างละครั้งเท่านั้น ในยุคนี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองทางการค้าและศิลปะ พระนางได้ส่งกองเรือไปสำรวจดินแดนพันต์ ซึ่งอยู่ตอนในของแอฟริกา และนำสินค้าต่างๆกลับมาสู่อียิปต์ พระนางฮัตเชปซุตมีเสนาบดีคู่พระทัยชื่อว่า เซเนมุท ซึ่งเป็นผู้ดูแลเจ้าหญิงเนเฟอร์รูเร และเชื่อกันว่าเป็นชู้รักของพระนางอีกด้วย เซเนมุทเป็นสถาปนิกที่มีความสามารถ และเป็นผูออกแบบสิ่งก่อสร้างในรัชสมัยนี้ รวมทั้งมหาวิหารเดียร์เอลบาห์รี ที่งดงามไม่แพ้มหาวิหารอบูซิมเบล
พระนางฮ้ตเชปซุตยังดูแลเจ้าชายทุตโมซิสเป็นอย่างดี และเมื่อเจ้าชายเจริญวัยขึ้น พระนางก็ได้แต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพอีกด้วย และแล้วในปีที่ 22 ของการครองราชย์ ฟาโรห์ฮัตเชปซุตหายสาปสูญไปจากหน้าประวัฒศาสตร์อย่างลึกลับ รวมทั้งเซเนมุทเสนาบดีคู่พระทัย โดยไม่มีใครทราบวาเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสอง บางที่ทั้งคู่อาจจะถูกกำจัดไปโดยฝ่ายของทุตโมซิสที่ 3 ซึ่งไม่พอพระทัยที่ต้องอยู่ในอำนาจของพระนางมาเป็นเวลายาวนาน หรือไม่เช่นนั้นพระนางอาจสละราชสมบัติและหนีไปกับเซเนมุทก็เป็นไปได้
 
การขยายอำนาจสู่เอเชียของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 3
หลังรัชสมัยของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต พระราชนัดดาของพระนางคือเจ้าชาย ทุตโมซิสขึ้นครองราชเป็นฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 3 ผู้ทรงได้รับสัญญาจากนักประวัติศาสตร์ว่านโปเลียนอียิปต์พระองค์ทรงเป็นนักรบและฝักใฝ่การทำสงคราม ผิดกับสมัยของฮัตเชปซุต ในยุคนี้อียิปต์มีการพัฒนาด้านอาวุธโดยมีกองทหารธนู ซึ่งใช้ธนูแบบใหม่ที่ยิงได้ไกลและดีกว่าเดิมเป็นกำลังสำคัญ มีการติดเกราะแบบง่ายให้พลเดินเท้า และนำรถศึกมาใช้ในการรบ ในยุคนี้อียิปต์ทำสงครามกับดินแดนต่างๆที่อยู่รอบข้าง หลังจากกำหลาบดินแดนเหล่านั้นลงแล้วฟาโรห์ทุตโมซิสทรงยกทัพบุกเข้าไปในเอเชียพระองค์ทำสงครามกับพวกไมตานนีที่ คาเดซ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองไบลอส จากนั้นจึงทำสงครามกับชาวซีเรีย และได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ที่ช่องเขาเมกิโด โดยทรงใช้รถศึกกว่าพันคัน กองทัพของทุตโมซิสที่ 3 สามารถทำลายกองทัพของเจ้าชายแห่งซีเรีย 330 พระองค์จนย่อยยับ ทุกครั้งที่ชนะศึก องค์ฟาโรห์จะสั่งให้ทำลายเมืองจนราบคาบ และสังหารเชลยศึกเป็นจำนวนมาก

สงครามครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในสมัยฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 3 คือการโจมตีเมือง จอปปา หรือปัจจุบันคือเมืองจัฟฟาในอิสราเอล โดยแม่ทัพของพระองค์นามว่า เจฮุติ ได้ใช้อุบายขณะล้อมเมือง  ทำการลอบส่งกระบุงบรรจุทหารอียิปต์ไว้เข้าไปในเมือง โดยพวกชาวเมืองเข้าใจผิดว่าเป็นของที่เจ้าชายแห่งจอปปาปล้นมาจากทัพอียิปต์ แต่เนื่องจากทหารมัวแต่ห่วงเก็บของมีค่า ทำให้การทำลายเมืองไม่เด็ดขาด การทำสงครามกับรัฐในเอเชีย นอกจากเป็นการป้องกันการคุกคามจากนครเหล่านั้นแล้ว ทรัพย์สมบัติรวมทั้งเชลศึกที่ได้จากการรบ  อียิปต์ยังทำการค้ากับชาวกรีกและไซปรัสอีกด้วย ทุตโมซิสที่ 3 ได้ชื่อว่าเป็นฟาโรห์ที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคนั้น

 

การปฎิรูปศาสนา ครั้งแรกของฟาโรห์ อัคเคนาตัน

ในปีที่ 1353 ก่อน ค.ศ.  ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 4  ขึ้งครองราชย์ต่อจากพระบิดาฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 และพระองนค์ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่อย่างที่ไม่เคยมีใครนึกฝัน นั่นคือการประกาศว่าอียิปต์มีเทพเจ้าเพียงองค์เดียว ที่ทรงอำนาจเหนือเทพอื่นใดแม้แต่ อามอน-รา นั่นคือ สุริยเทพ สาเหตุการเปลื่ยนแปลงครั้งนี้เนื่องจากพระองค์เห็นว่าเหล่าหัวหน้านักบวชของอารามเทพเจ้าต่างๆ เริ่มจะมีอำนาจมากเกินไป โดยหัวหน้านักบวชเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชน จนแม้แต่บางครั้งองค์ฟาโรห์ก็มิอาจคัดค้านได้ ด้วยเหตุนี้เพื่อลดอำนาจเหล่านักบวช ฟาโรห์อเมนโฮเทปจึงประกาศยกย่อง เทพอเตน เป็นเทพสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวและลดความสำคัญของ เทพอามอน-รา และทวยเทพอื่นๆ ลงจนเกือบหมด สำหรับองค์ฟาโรห์เองด็ทรงเปลื่ยนพระนามเป็น อัคเคนาตัน หมายถึง ผู้มีคุณูปการต่ออเตน เหตุการณ์นับเป็นการปฎิรูปศาสนาครั้งแรกของอียิปต์ โดยเปลื่ยนจากพหุเทวนิยม ที่มีเทพหลายองค์เป็นเอกเทวนิยม เป็นการเปลื่ยนแปลงความเชื่อที่มีมานานนับพันปีของชาวอียิปต์

 


ฟาโรห์อัคเคนาตันมีพระมเหสีเอกชื่อว่า เนเฟอร์ตีติ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นราชินีที่เลอโฉมที่สุดของอียิปต์โบราณ พระนางเป็นเจ้าหญิงจากไมตานนี และเป็นพระญาติกับพระนางไทยีพระมารดาของอัคเคนาตันราชินีเนเฟอร์ตีติทรงมีอิทธิพลต่อองค์ฟาโรห์มากในการเปลื่ยนแปลงครั้งนี้ เหล่านักบวชไม่พอพระทัยองค์ฟาโรห์ และในปีที่ 5 ของการครองราชย์เมื่อความยัดแย้งแรงมากขึ้น ฟาโรห์ออัคเคนาตันจึงทรงย้ายเมืองหลวงไปที่อามาร์นา ซึ่งห่างไปทางเหนือ 280 กิโลเมตรจากธีบส์ โดยเมืองหลวงแห่งใหม่นี้มีชื่อว่า อเคตาเตน หรือขอบฟ้า แห่งอเตน และในเวลาไม่นานนครแห่งนี้ก็ขยายใหญ่โตจนมีพลเมืองมากกว่า 20000 คน

 

   เนเฟอร์ตีติ

 

แม้การปฎิรูปทางศาสนาจะสามารถลดอำนาจนักบวชลงได้ แต่ก็ไม่อาจขจัดอิทธิพลและความเชื่อที่ฝังลึกมานานนับพันปีได้หมด และในปีที่ 9 ของการครองราชย์ พระจึงมีพระองค์จึงบัญชาให้ปิดวิหารเทพอามอน และให้ลบชื่อของจอมเทพออกจากวิหารและอนุสาวรีย์ต่างๆเสีย   อัคเคนาตันครองราชย์เพียงสิบห้าปีเท่านั้น พระองค์สิ้นพระชนท่ามกลางเหตุการณ์ตึงเครียด ที่ก่อตัวขึ้นจากความไม่พอใจ ของเหล่านักบวชศาสนาเดิม อีกทั้งด้านต่างประเทศนั้นจักรวรรดิฮิตไตท์เริ่มคุกคามโ    ดยการพิชิตไมตานนีและพันธมิตร อื่นๆ ของอียิปต์

            เมื่อสิ้นสมัยของ อัคเคนาตัน เจ้าชายสเมนคาเรโอรสองค์โตผู้สืบทอดทรงมีความคิดเช่นเดียวกับพระบิดา ทำให้เหล่านักบวชยอมไม่ได้และนำไปสู่สงครามกลางเมือง เจ้าชายสเมนคาเร สิ้นพระชนม์ในสนามรบ เหล่านักบวชก็กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ศาสนาของอัคเคนาตันถูกลบล้าง และเมืองอามาร์นาก็ทิ้งร้าง บรรดารูปสลักของอัคเคนาตันถูกทำลายจนแทบไม่มีเหลือ และนั่นคือบทสรุป ของการปฎิรูปศาสนาครั้งใหญ่ของอียิปต์ 

 
 

ตุตันคาเมน ยุวกษัคริย์แห่งไอยคุปต์

                                                                  ฟาโรห์ตุตันคาเมน

ฟาโรห์ตุตันคาเมน ทรงเป็นพระโอรสของฟาโรห์อัคเคนาตันกับพระสนมคียา พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ในปีที่ 4 นับแต่การสวรรคตของอัคเคนาตันโดยทรงมีพระชนมายุเพียงสิบชันษาเท่านั้น เมื่อเจริญวัยขึ้นจึงทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงอนัคซูนามุนธิดาของฟาโรห์อัคเคนาตันกับราชินีเนเฟอร์ตีติ ตามประเพณี ในสมัยของฟาโรห์ตุตันคาเมนนั้น อำนาจในราชสำนักตกอยู่ในมือของอัยย์ผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีและห้วหน้านักบวชแห่งจอมเทพอามอนกับนายพลโฮเรมเฮปผู้บัญชาการทหร เนื่องจากยุคอาณาจักรนี้อียิปต์มีกองทหารประจำการเป็นทหารอาชีพ ผิดกับในสมัยก่อนที่เป็นแรงงาน ทีเกณฑ์มาเฉพาะยามศึก การมีกองทัพประจำการณ์ทำให้นายทหารกลายเป็นกลุ่มอำนาจกลุ่มที่ 3 นอกเหนือจากฟาโรห์และหัวหน้านักบวช ฟาโรห์ตุตันคาเมนครองราชย์ เพียงสิบปีเท่านั้นพระองค์สวรรคตอย่างลึกลับ  จากมัมมี่ของพระองค์ได้มีการพบรอยร้าวที่กระโหลก ซึ่งแสดงว่าพระองค์น่าจะสวรรคตจากการตกจากรถศึก นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระองค์น่าจะถูกลอบปลงพระชนม์โดยคนใกล้ตัว ซึ่งอาจจะเป็นเสนาบดีอัยย์หรือไม่ก็นายพลโฮเรมเฮป

หลังการสวรรคตของพระองค์ ราชินีอนัคซูนามุนทรงส่งสาส์นไปยังกษัตริย์ฮิตไตท์ให้ พระโอรส มาอภิเษกกับพระนาง และเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์โดยพระนางแจ้งไปในสาสน์ว่า พระนางทรงหวาดกลัวที่จะต้องอภิเษกกับข้ารับใช้ของพระนาง หลังตรึกตรองอยู่นาน กษัตริย์ฮิตไตท์ก็ทรงส่งพระโอรสเดินทางมาอียิปต์ แต่ทว่าทันทีที่ขบวนเสด็จมาถึงเขตแดนอียิปต์ ก็ถูกซุ่มโจมตีและสังหารจนหมดทุกคน ทำให้ทางฮิตไตท์โกรธมากความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรจึงตึงเครียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้นอัยย์ซึ่งชรามากแล้วได้อภิเษกกับเจ้าหญิงอนัคซูนามุน และขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ แต่ครองราชย์ได้เพียงสามปีก็ประชวนสวรรคต และในที่สุดนายพลโฮเรมเฮปได้กลายเป็นฟาโรห์พระองค์ใหม่

 

การขยายอำนาจในสมัยของรามเสสที่ 2

                                                                   ฟาโรห์รามเสสที่ 2


ในปีที่ 1278-1212 ปีก่อน ค.ศ. มีกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่นามว่ารามเสสที่ 2 พระองค์ทรงเป็นนักปกครองที่ทรงความสามารถและนักรบที่เก่งกาจ ในสมัยของพระองค์อียิปต์เจริญรุ่งเรือง และมั่งคั่งจากการค้าทำให้มีการก่อสร้างเทววิหาร และอนุเสาวรีย์มากมายเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ โดยที่โด่งดังมากที่สุดคือ มหาวิหารอบูซิมเบลซึ่งแกะสลักเป็นรูปของพระองค์และพระราชนีเนเฟอร์ตารีมเหสีของพระองค์

นอกจากนี้ฟาโรห์รามเสสที่  2 ยังได้ปราบปรามชาวนูเบียทางตอนใต้จนยอมสวามิภักดิ์และได้ขยายอำนาจเข้าไปในเอเชีย โดยปราบปรามชนเผ่าต่างๆ จนราบคาบ และในการขยายอำนาจในครั้งนี้เองทำให้จักรวรรดิอียิปต์ต้องปะทะกับจักรวรรดิฮิตไตท์ ซึ่งเป็นมหาอำนาจแห่งตะวันออกกลาง ในเวลานั้น ชาวฮิตไตท์ ตั้งถิ่นฐานบนคาบสมุทรอนาโตเลีย ปัจจุบันเป็นประเทศตุรกี ชาวฮิตไตท์มีความสามารถในการหลอมโลหะ และเป็นพวกแรกที่นำโลหะมาใช้ อันที่จริงแล้วในยุคของอัคเคนาตัน ทางอียิปต์กับฮิตไตท์มีการกระทบกระทั่งตลอดมาเนื่องจากฝ่ายฮิตไตท์ได้กำราบ ไมตานนี พันธมิตรของอียิปต์ ต่อมาหลังจากตุตันคาเมนสวรรคตลง พระนางแองคลีเซนปาเตนหรืออนัคซูนามุม ได้ส่งสาส์นไปขอโอรสกษัตริย์ฮิตไตท์มาอภิเษกด้วย แต่กลายเป็นว่าเจ้าชายฮิตไตท์กลับถูกลอบสังหารในอียิปต์ สร้างความตึงเครียดให้สูงขึ้น



            นสมัยของรามเสสที่ 2 ทั้งสองฝ่ายพยายามเข้ามามีอิทธิพลในปาเลสไตน์และซีเรีย ทำให้กองทหารของฮิตไตท์และอียิปต์มีการกระทบกระทั่งกันบ่อยขึ้น ในทีสุดเพื่อคงความยิ่งใหญ่ของอียิปต์ไว้ รามเสสที่ 2 จึงตัดสินใจทำสงครามยึดครองเมืองคาเดซ และขับไล่กองทหารฮิตไตท์ออกจากซีเรีย และปาเลสไตน์ ทางฝ่ายฮิตไตท์กษัตริย์มุลวาตาลลิส ซึ่งทราบดีว่าสักวันหนึ่งสงครามต้องเกิดขึ้น จึงเคลื่อนกองทัพมารออยู่แล้ว ในปีที่ 1286 ก่อน ค.ศ. ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ทรงนำกองทัพซึ่งประกอบด้วยทหารราบ 20000 คน และรถศึก 2500 คัน เข้าโจมตีกองทัพของมุลวาตัลลิสซึ่งมีรี้พลใกล้เคียงกัน ในการรบอันดุเดือด ท้ายที่สุดไม่มีฝ่ายได ได้รับชัยชนะอันเด็ดขาด ทั้งสองฝ่ายต่ายสูญเสียรี้พลและอาวุธเป็นจำนวนมาก และหลังจากที่มุลวาตัลลิสสวรรคตลง ทั้งสองฝ่ายจึงทำสัญญาสันติภาพระหว่างกัน โดยสนธิสัญญาฉบับนี้ถือว่า เป็นสนธิสัญญาสันติภาพฉบับแรกของโลก หลังจากนั้น กษัตริย์ฮิตไตท์ยังได้ส่งพระธิดามาอภิเษกกับฟาโรห์รามเสสที่ 2 เพื่อยืนยันในสันติภาพด้วย

การเสิ่อมและการล่มสลายของ
อียิปต์

หลังการครองราชย์ของรามเสสที่ 3 ทางด้านเมดิเตอร์เรเนียนได้เกิดความวุ่นวาย เนื่องจากภาวะแห้งแล้งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการรุกรานและการอพยพ จำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ประชาชนจากเมดิเตอร์เรเนียนต้องอพยพออกจากถิ่นฐานเดิม กลุ่มชนเหล่านี้เรียกว่าชาวทะเล นักรบชาวทะเลเหล่านี้ประกอบด้วยคนเชื้อชาติต่างๆ เช่น ไมซีเน่ อีเจียน ฟิลิสทีน แม้กระทั่งชาวซีเรีย โดยพวกเขาได้เข้ารุกรานและทำลายบ้านเมืองต่างๆ เรื่อยมา สิ่งทีพวกนี้ต้องการคือดินแดนใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งพวกเขาจะตั้งถิ่นฐานได้ นอกจากนี้ชาวทะเลเหล่านี้ยังได้เข้าโจมตี และทำลายนครฮัตตูซัส เมืองหลวงของจักรวรรดิฮิตไตท์จนราบคาบ จากนั้นชาวทะเลจึงมุ่งหน้ามายังอียิปต์  อู่ข้าวอู่น้ำของโลกโบราณ และในปีที่ 1179 ก่อน ค.ศ. สงครามระหว่างชาวทะเล กับอียิปต์ก็เกิดขึ้น ฟาโรห์รามเสสที่ 3 สามารถพิชิตกองทัพชาวทะเลได้ทั้งทางบกและทางน้ำ ทำให้สามารถปกป้องจักรวรรดิได้สำเร็จ ชื่อเสียงของพระองค์เลื่องระบือ หลังสงครามพระองค์ยังปราบปรามพวกลิเบียที่ก่อกฎลงได้ ทำให้จักรวรรดิเริ่มฟื้นตัวอีครั้ง แต่ทว่าสงครามที่ยาวนานทำให้อียิปต์สูญเสียกำลังคนไปมาก การค้าก็หดหายไปทำให้อียิปต์ขาดรายได้ และท่ามกลางปัญหานี้เองรามเสสที่ 3 ได้เสด็จสวรรคตลง หลังการสวรรคตของรามเสสที่ 3 อียิปต์กลับสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง ทั้งจากปัญหาและการเมืองและความอดอยาก ในที่สุดอียิปต์ก็แตกแยกกลายเป็นก๊กเป็นเหล่า บรรดาเมืองต่างๆ ตั้งตนเป็นอิสระ      ชาวลิเบียซึ่งเป็นนักโทษสงครามของรามเสสถือโอกาศตั้งตนเป็นอิสระ แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ    และบ้านเมืองก็เข้าสู่สภาพแตกแยกอีกครั้ง

            จนกระทั่งในปีที่ 663 ค.ศ. กษัตริย์อัสซูบานิปาลแห่ง อัสสิเรีย ได้ยกกองทัพเข้ารุกรานอียิปต์ เมืองต่างๆถูกทำลาย ทรัพย์สมบัติถูกปล้นชิง และอียิปต์ไม่อาจฟื้นตัวได้อีก ต่อมาในปีที่ 525 ก่อน ค.ศ อียิปต์ปกครองโดยชาวเปอร์เซีย และเมื่อเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซีโดเนีย ซึ่งเป็นชนชาติกรีกพิชิตเปอร์เซียลง อียิปต์ก็ตกเป็นของมาซีโดเนียในปี 335 ก่อน ค.ศ.

        หลังการสวรรรคตของอเล็กซานเดอร์จักรวรรดิมาซีโดเนียของพระองค์ล่มสลายลง เหล่าขุนศึกมาซีโดเนียต่างตั้งตนเป็นใหญ่ในดินแดนต่างๆ ที่พระองค์พิชิตมา นายพลปโตเลมีขุนศึกของพระองค์ตั้งตนเป็นฟาโรห์ และตั้งราชวงศ์ปโตเลมี ซึ่งถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายขึ้นครองอียิปต์ โดยมีเมืองหลวงทีอเล็กซานเดรีย จนกระทั่งจนถึงปีที่ 36 ก่อน ค.ศ. พระนางคลีโอพัตราแห่งราชวงศ์ปโตเลมีพ่ายแพ้กองทัพโรมันที่ แอคติอุม และได้ปลิดชีวิตตนเองลง จากนั้นจักรวรรดิโรมันจึงผนวกอียิปต์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโรม และนั่นคือการล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง จากนั้นมาอียิปต์กลายเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของโรม และกลายเป็นของจักรวรรดิไบเซนไทน์ในเวลาต่อมา และได้ถูกพวกมุสลิมเข้ายึดครองในภายาหลัง และเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ จวบจนได้เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออังกฤษยอมถอนทหารออกจากคลองสุเอซ ในสมัยนายกรัฐมนตรี นัสเซอร์ผู้ยิ่งยง
Comments