ประวัติศาสตร์พม่า

        มนุษย์ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนของประเทศพม่าราว 11,000 ปีมาแล้ว แต่ชนเผ่าแรกที่สามารถสร้างอารยธรรมขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนได้ก็คือชาวมอญ ชาวมอญได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้เมื่อราว 2,400 ปีก่อนพุทธกาล และได้สถาปนาอาณาจักรสุวรรณภูมิ อันเป็นอาณาจักรแห่งแรกขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ณ บริเวณใกล้เมืองท่าตอน (Thaton) ชาวมอญได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธผ่านทางอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ซึ่งเชื่อว่ามาจากการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช บันทึกของชาวมอญส่วนใหญ่ถูกทำลายในระหว่างสงคราม วัฒนธรรมของชาวมอญเกิดขึ้นจากการผสมเอาวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ากับวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองจนกลายเป็นวัฒนธรรมลักษณะลูกผสม ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ชาวมอญได้เข้าครอบครองและมีอิทธิพลในดินแดนตอนใต้ของพม่า

ยุคทองของมอญเริ่มที่ หงสาวดี หรือที่เรียกว่า พะโค (เมียนมาร์ออกเสียงแบ่กู) โดยพระเจ้าปยาอู ได้ย้ายราชธานีมาอยู่ที่หงสาวดีในปี พ.. 1908 และเมืองนี้ได้เจริญรุ่งเรืองติดต่อกันมาเกือบ 300 ปี  พระมหากษัตริย์ของมอญที่ไทยเราคุ้นเคยพระนาม ได้แก่ พระเจ้าราชาดีริด  (พระเจ้าราชาธิราชพระนางชินส่อปุ๊ (พระนางเช็งสอบู) และพระเจ้าธรรมเจดีย์ เป็นต้น  อาณาจักรมอญได้รบพุ่งกับชาวพม่ามาเป็นเวลานาน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะเรื่อยมา จนใน พ.. 2084 พระเจ้า    ตะเบงเชวตี้ ได้บุกตีเมืองหงสาวดีและยึดเมืองได้ ทรงสถาปนาหงสาวดีเป็นราชธานีของอาณาจักรพุกามที่  อาณาจักรมอญได้ฟื้นขึ้นอีกใน พ.. 2283 แต่อยู่ได้เพียง 17 ปี ก็ถูกพระเจ้าอลองพญาแห่งราชวงศ์โคบองของพม่า กรีฑาทัพมาปราบปรามและรวมอาณาจักรมอญไว้ในอำนาจของพม่าเรื่อยมา ชาวมอญที่หนีรอดได้มาพึ่งไทย บางส่วนที่เหลืออยู่ก็ถูกกลืนโดยการแต่งงานกับชาวพม่า และถูกผนวกเป็นรัฐหนึ่งในประเทศเมียนมาร์มาจนปัจจุบันนี้ แต่ชาวมอญยังมีความพยายามกู้ชาติมาจนทุกวันนี้เช่นกัน

ชาวปยูหรือพยูเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศพม่าตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 และได้สถาปนานครรัฐขึ้นหลายแห่ง เช่นที่ พินนาคา (Binnaka) มองกะโม้ (Mongamo) ศรีเกษตร (Sri Ksetra) เปียทะโนมโย (Peikthanomyo) และหะลินยี (Halingyi) ในช่วงเวลาดังกล่าว ดินแดนพม่าเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างจีนและอินเดีย

 จากเอกสารของจีนพบว่า มีเมืองอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของชาวพยู 18 เมือง และชาวพยูเป็นชนเผ่าที่รักสงบ ไม่ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นระหว่างชนเผ่าพยู ข้อขัดแย้งมักยุติด้วยการคัดเลือกตัวแทนให้เข้าประลองความสามารถกัน ชาวพยูสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทำจากฝ้าย อาชญากรมักถูกลงโทษด้วยการโบยหรือจำขัง เว้นแต่ได้กระทำความผิดอันร้ายแรงจึงต้องโทษประหารชีวิต ชาวพยูนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่วัดตั้งแต่อายุ 7 ขวบจนถึง 20 ปี

            นครรัฐของชาวพยูไม่เคยรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่นครรัฐขนาดใหญ่มักมีอิทธิพลเหนือนครรัฐขนาดเล็กซึ่งแสดงออกโดยการส่งเครื่องบรรณาการให้ นครรัฐที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้แก่ศรีเกษตร ซึ่งมีหลักฐานเชื่อได้ว่า เป็นเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าอาณาจักรศรีเกษตรถูกสถาปนาขึ้นเมื่อใด แต่มีการกล่าวถึงในพงศาวดารว่ามีการเปลี่ยนราชวงศ์เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 637 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาณาจักรศรีเกษตรต้องได้รับการสถาปนาขึ้นก่อนหน้านั้น มีความชัดเจนว่า อาณาจักรศรีเกษตรถูกละทิ้งไปในปีพุทธศักราช 1199 เพื่ออพยพย้ายขึ้นไปสถาปนาเมืองหลวงใหม่ทางตอนเหนือ แต่ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองใด นักประวัติศาสตร์บางท่านเชื่อว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองหะลินคยี อย่างไรก็ตามเมืองดังกล่าวถูกรุกรานจากอาณาจักรน่านเจ้าในราวพุทธศตวรรษที่ 15 จากนั้นก็ไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงชาวพยูอีก


อาณาจักรพุกาม : ความยิ่งใหญ่ของชาวพม่า

ชาวบะหม่าหรือพม่า ได้รับการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อราว  พ..1500   โดยอพยพมาจากบริเวณพรมแดนจีน-ทิเบต ลงมาตามลำน้ำเอยาวดี (อิรวดี) เข้ามาตั้งหลักฐานอยู่บริเวณที่ราบเจ๊ะแส่ (เจ้าเซ) และกระจายตัวไปตามถิ่นต่าง ๆ แทบทุกทิศทาง เข้ายึดครองเขตพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า มินบู (Minbu) และเขตพื้นที่ปลูกข้าตองทวินคยี (Taungdwin gyi) และเมืองแปร (Prome) ชนพม่าเริ่มมีกำลังเข้มแข็งและรวบรวมกันได้เป็นปึกแผ่น และได้สร้างเมืองปะกั่น (พุกาม)ขึ้น ในราวปี พ.. 1392 เป็นศูนย์กลางควบคุมเขตลุ่มน้ำเอยาวดี      และซิตตาวน์ (สะโตง) รวมถึงเส้นทางการค้าระหว่างจีนกับอินเดียด้วย

อาณาจักรพุกาม (The Empire of Pagan) ถือเป็นอาณาจักรแห่งแรกที่รุ่งเรือง อย่างมากของพม่า ในช่วงปี พ.. 1587 – 1830 เราสามารถเห็นร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่จากโบราณสถานต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในเมืองพุกามปัจจุบัน จากการสำรวจพบว่า ในเมืองพุกาม มีซากเจดีย์อยู่ไม่น้อยกว่า 5,000 องค์  และเชื่อว่ามีวัดอยู่ภายในเมืองเก่านี้ไม่น้อยกว่า 13,000 วัดจนพุกามได้รับสมญานามว่า  เมืองแห่งพระเจดีย์สี่ล้านองค์


ทุ่งเจดีย์ที่พุกาม

 

        กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และถือว่าเป็นผู้รวบรวมประเทศพม่าให้เป็นปึกแผ่นได้ครั้งแรก   คือ  พระเจ้าอโนรธา (.. 1587 – 1620)  ทรงรวบรวมได้ทั้งพม่า ยะไข่เหนือ พม่าใต้ และมอญ  หลังจากที่ได้ทรงพิชิตเมืองสะเทิมของมอญได้ ทรงกวาดต้อนเชลยชาวมอญกลับมาพุกาม และรับเอาวัฒนธรรมมอญเข้ามาในราชสำนัก มีการใช้อักษรมอญจดบันทึกแทนการใช้ภาษาบาลี สันสกฤต นอกจากนี้พระเจ้าอโนรธา ทรงรับเอาศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจากมอญเข้ามาเป็นศาสนาประจำชาติ และแพร่ขยายออกไปทั่วเอเชียอาคเนย์ ยุคทองของอาณาจักรพุกามอยู่ในสมัยของพระเจ้าญานสิทธา (.. 1627 – 1656)  ทรงเป็นพุทธมามกะที่เลื่อมใสในพระศาสนาอย่างยิ่งยวดศาสนสถานที่สำคัญในสมัยพระองค์คือ วัดอนันดาที่สวยงาม


วัดอนันดา


อาณาจักรพุกามรุ่งเรื่องอยู่จนถึงสมัยของพระเจ้านราสีหปติ(พระเจ้าหนีจีนจึงเริ่มถึงความเสื่อม เนื่องจากถูกรุกรานจากทั้งทางแค้วนไทยใหญ่ (รัฐฉานปัจจุบัน) และในปี พ.. 1830 อาณาจักรพุกามได้ถึงการล่มสลายเมื่อกองทัพมองโกลของกุบไลข่านได้ยกทัพเข้ามาปล้นเมือง  หลังจากนั้น อาณาจักรที่เคยรวบรวมไว้ได้ ก็แตกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย ดังเช่น พวกมอญได้ตั้งตนเป็นอิสระ มีราชธานีใหม่คือหงสาวดี โดยพระเจ้าฟ้ารั่ว  ชาวระไคน์ (ยะไข่) ตั้งตัวเป็นใหญ่แถบอ่าวเบงกอลขึ้นเหนือไปจนถึงเมืองจิตตะกอง (บังคลาเทศปัจจุบันฝ่ายชาวไทยใหญ่ก็สถาปนาอาณาจักรของตนขึ้นในเขตพม่าเหนือ มีกรุงอังวะเป็นราชธานี  ส่วนพวกพม่าได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งบริเวณเมืองสกายริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี (ปัจจุบันคือเมืองสกาย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของมัณฑเลย์) และบางส่วนอพยพมาอยู่ที่เมืองตองอู (ปัจจุบันยังคงใช้ชื่อเดิม ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของย่างกุ้ง)


ราว พ.. 2094 - 2124  พระเจ้าบุเรงนอง ทรงผนวกเมืองต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อสถาปนาประเทศพม่าขึ้นอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 2 และได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากตองอูมาอยู่ ณ เมืองหงสาวดี หลังจากพระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคต พม่าอ่อนแอลงอย่างมาก ชาวมอญจึงฉวยโอกาสแข็งข้อ ลอบโจมตีจนพม่าต้องแตกพ่าย เสียเมืองหงสาวดีให้แก่มอญ ก่อนจะอพยพหนีมาอยู่ที่เมืองอังวะ   ซึ่งก็ยังถูกมอญตามไปรุกรานอีก จนกระทั่งพระเจ้าอลองพญาในช่วงก่อนเสวยราชย์ ได้ทรงรวบรวมไพร่พลเข้าต่อสู้กับชาวมอญอย่างเข้มแข็ง จนชนะและได้เมืองอังวะกลับคืนมา พระองค์จึงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์และสถาปนาราชวงศ์โคบ่องขึ้น หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงผนวกเมืองที่กระจัดกระจายเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสถาปนาประเทศพม่าอีกเป็นครั้งที่

พระเจ้าบุเรงนอง

 

 ในปี พ..2298 โดยมีอังวะเป็นเมืองหลวง       เมื่อพระเจ้าอลองพญาเสด็จสวรรคต             พระเจ้าโบดอว์พญา(ไทยเรียกพระเจ้าปดุง)โอรสของพระเจ้าอลองพญา ซึ่งขึ้นครองราชย์สืบต่อมาได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากอังวะมาอยู่ที่เมืองอมรปุระ (บริเวณชานเมืองมัณฑเลย์ในปัจจุบัน)  ครั้นถึงสมัยพระเจ้ามินดุง        พระนัดดาของพระเจ้าโบดอว์พญา  พระองค์ได้ทรงย้ายเมืองหลวงอีกครั้งมาอยู่ ณ เมืองมัณฑเลย์ (.. 2204) เนื่องจากเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์กว่าที่อื่นๆ  และปกครองสืบต่อมา    จนกระทั่งถึงสมัยของพระเจ้าสีป่อ        โอรสของพระเจ้ามินดุง ระบอบกษัตริย์ของพม่าก็ถึงจุดสิ้นสุด พม่าถูกอังกฤษรุกรานจนตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ     และถูกผนวกเป็นรัฐหนึ่งของอินเดียในปี พ.. 2409 เป็นเวลายาวนานกว่าร้อยปี และเมื่ออังกฤษย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ย่างกุ้ง       มัณฑเลย์จึงแปรสภาพเป็นเพียงเมืองหลวงเก่าของพม่า        ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ญี่ปุ่นรบกับอังกฤษเพื่อยึดพม่าปรากฏว่าญี่ปุ่นชนะ จึงได้ปกครองพม่าเป็นเวลา 3 ปี จนเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2อังกฤษจึงกลับมาปกครองพม่าในที่สุด

ต่ิอมาในปี พ.ศ. 2488 ได้มีกลุ่มชาตินิยมนำโดย นายพลอองซาน (บิดาของนางอองซาน ซูจี) ออง ซานพบว่าเอกราชที่ญี่ปุ่นสัญญาไว้ไม่เป็นความจริง ในช่วงปลายสงครามโลก จึงได้กลับไปเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อขับไล่ญี่ปุ่นออกไปจากพม่า ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) อองซานเซ็นสัญญากับสหราชอาณาจักรว่าจะมอบเอกราชให้กับพม่าภายในหนึ่งปี แต่ระหว่างการประชุมสภาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ออง ซานถูกลอบสังหารพร้อมกับสมาชิกสภาอีก 6 คน โดยพบว่าเป็นฝีมือของ U Saw ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองของออง ซาน ซึ่ง U Saw ถูกประหารชีวิต. ออง ซาน เสียชีวิตเมื่อมีอายุแค่เพียง 32 ปี และยังไม่ทันเห็นเอกราชของพม่า

อองซานใน พ.ศ. 2490

พม่าเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษเป็นผลสำเร็จ ในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2491 จึงถือเอาวันนี้เป็นวันชาติของพม่า                                                                                                                                                                              


Comments