ประวัติศาสตร์ศรีลังกา

ตามประวัติศาสตร์ในเชิงตำนานของลังกากล่าวไว้ว่า คนพื้นเมืองเดิมนั้นเป็นพวกยักษ์ และนาค ซึ่งอาจจะเป็นเผ่าชนที่ค่อนข้างดุร้าย และมีอารยธรรมต่ำ ตามคัมภีร์มหาวงศ์ กล่าวไว้ว่าในปีเดียวกันกับพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้มีเจ้าชายวิชัย ซึ่งเป็น รัชทายาทของกษัตริย์ในอินเดียตอนเหนือพร้อมด้วยบริวาร 700 คนได้เสด็จมา เกาะลังกาทางตอนเหนือ มีพระอาการอิดโรยเหนื่อยอ่อนจึงบรรทมหลับไปพร้อมกับบริวารและเมื่อตื่นจากบรรทมจึงได้ใช้พระหัตถ์ค้ำยันลงบนพื้นดิน ในขณะที่ ทรงทอดพระเนตรเห็นฝ่าพระหัตถ์มีสีแดงติดอยู่ จึงได้ขนานนามของเกาะลังกาว่า “เกาะของคนฝ่ามือแดง (ตัมพะ ปัณณิกทีปะ)


        ครั้นต่อมาพระเจ้าวิชัยได้ทรงตั้งชุมชน “สิงหฬ” หรือ “สิงหล” ขึ้น โดยเรียกตามชื่อพระเจ้าสีหพาหุซึ่งเป็นพระเจ้าปู่ของพระเจ้าวิชัย ซึ่งได้ปกครอง เมืองสิงหภูมิ คือ รัฐเบงกอลตะวันตกในปัจจุบัน

        ดังนั้นเกาะลังกาจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เกาะสิงหล” และเรียกประชาชนว่า “ชาวสิงหล” โดยมีเมืองหลวงแห่งแรกที่พระเจ้าวิชัยปกครองคือเมือง “ตัมแมนน่าร์” เจ้าชายวิชัยจึงเป็นปฐมกษัตริย์ของเกาะลังกานับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ประเทศศรีลังกามีพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศมาโดยตลอดจนถึงองค์สุดท้าย คือ พระเจ้าศรีวิกรมราชสิงหะเป็นการสิ้นวงศ์ของลังกาลงในปี พุทธศักราช 2351 
        ศรีลังกาเป็นประเทศหนึ่งที่มีชื่อเรียกเปลี่ยนไปตามเวลาและยุคสมัย โดยมีชื่อในสมัยประวัติศาสตร์เรียกว่า “เกาะลังกาทีปะ - เกาะลังกา หรือ เกาะของคนฝ่ามือแดง (ตัมพะ ปัณณิกทีปะ)” แต่ถ้าจะย้อนไปไกลในสมัยโบราณศรีลังกาจะมีชื่อเรียก อีกหลายชื่อ ตามตำนานกล่าวในสมัยพระพุทธเจ้ากกุสันโธ ลังกา มีชื่อว่า “โอชทวีป” หรือ“โอชทีปะ” ในสมัยพระพุทธเจ้าโกนาคมโน มีชื่อว่า “วรทีปะ” ในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ มีชื่อว่า “มัณฑทีปะ” แต่ชื่อที่รู้จักกันมากคือ “ลังกาทวีป” และ “ ลงกา” ซึ่งมาจากมหากาพย์รามายณะ 

        ใน ศตวรรษที่ 18 มีนักเขียนอังกฤษเขียนถึงประเทศศรีลังกา และได้ตั้งชื่อเล่นให้ศรีลังกาว่า Unexpected Delights ส่วนชื่อเล่นอื่นๆของศรีลังกาที่มีคือ Pearl of the Orient และ The Teardrop of India 

        พวกโจฬะจากประเทศอินเดียตอนใต้เรียกศรีลังกาว่า “อีลั่ม” เพี้ยนมาจากภาษาสันสกฤตว่า สิงหลานาม ชื่ออื่นๆ  ที่มี เช่น สีหล เหละ เซลา ซีเลนและซีแลน 

        มาร์โคโปโลนักผจญภัยนามอุโฆษเรียก ศรีลังกา ในหนังสือบันทึกการเดินทางของเขาว่า ซีแลน (Zeilan) และบรรยายไว้ว่า “ซีแลนมีความงดงามดั่งแดนสวรรค์” 

        นักเดินทางชาวกรีกในสมัยโบราณเรียกศรีลังกาว่า ตาโพรบาเน (Taprobane) นักเดินเรือชาวอาหรับเรียกศรีลังกาว่า เซอเรนดิบ ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายและได้กลายเป็นคำศัพท์คำหนึ่งในภาษาอังกฤษ ชาวจีนเรียกศรีลังกาว่า ดินแดนแห่งอัญมณี (Land of Gem) และชาวโปรตุเกสเมื่อแรกเข้ามาติดต่อค้าขายเครื่องเทศเรียกศรีลังกาว่า Ceilao  ครั้นเมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองจึงได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ซีลอน” โดยมี เมืองหลวงชื่อ “โคลัมโบ” และชาวอังกฤษนี่เองที่เป็นผู้ค้นพบว่าภูมิอากาศ ที่ศรีลังกาเหมาะสมสำหรับการปลูกชา จึงได้นำเทคโนโลยีในการทำไร่ชามาเผยแพร่ แก่คนพื้นเมือง ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม ชากลายเป็นพืชที่ทำรายได้หลัก 
ให้แก่ประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ชาวอังกฤษจะนิยมดื่มชาที่ปลูกในศรีลังกา ทำให้ชื่อ Ceylon Tea เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก 

        หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ลังกาได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 กุมพาพันธ์ พ.ศ. 2491 จึงได้เปลี่ยนชื่อประเทศลังกาตามเดิม แล้วเติมคำว่า ศรี ลงไปข้างหน้าเป็น ศรีลังกา ซึ่งแปลว่า “เกาะที่มีความเจริญ โชคดี และเป็น สิริมงคล” พร้อมทั้งดำเนินการปกครองประเทศด้วยระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบเดียวกับอินเดีย ใช้นโยบายประเทศแบบเศรษฐกิจสังคมนิยม คือ กิจการส่วนใหญ่เป็นของรัฐการบริหารการปกครองประเทศมีประธานาธิบดีเป็นประมุข และผู้ใช้อำนาจการบริหารประเทศคือนายกรัฐมนตรี 

ประวัติพระพุทธศาสนาในลังกา

        แม้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในดินแดนชมพูทวีปและพุทธธรรม คำสอนของพระพุทธองค์ได้เผยแผ่ไพศาลไปอย่างกว้างขวางแล้วก็ตาม เสี้ยนหนาม ในพระพุทธศาสนาก็หาได้หมดไปไม่ จนเป็นต้นเหตุให้พระมหากษัตริย์และ พระมหาเถระผู้รับผิดชอบต้องลงมือชำระสะสางเพื่อให้พุทธธรรมคำสอนนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่องแล้วจึงจะส่งเป็นเครื่องราชบรรณาการไปยังทิศานุทิศต่อไป พระเจ้าอโศกมหาราช และ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้เรียกประชุมสงฆ์จำนวน 1,000 รูป จัดทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยขึ้น ณ วัดอโศการาม แขวงเมืองปาฏลีบุตร ทางตอนเหนือของอินเดีย นับเป็นสังคายนาครั้งที่ 3 ในพระพุทธศาสนาหลังจากพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานมาแล้ว 

        หลังจากทำสังคายนาอยู่นานถึง 10 เดือนโดยมีพระเจ้าอโศกมหาราชได้เป็นองค์ศาสนูปถัมภก ส่งธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามากที่สุดถึง 9 สายด้วยกัน สายที่ 8 ได้ส่งพระโสณะ พระอัตตระไปยังแคว้นสุวรรณภูมิ

        ส่วนสายที่ 9 นั้นได้ส่งพระราชโอรสของพระองค์ที่เป็นอรหันต์  พร้อมด้วยบริวารอีก 5 รูป คือ
1. พระมหินท์เถระ   2. พระอัฏฏิยะ 3. พระอุตติยะ 4. พระภัทธสาละ 5. พระสัมพละ 6. สุมณะสามเณร 7.ภัณฑกะ อุบาสก ทั้ง 7 ท่านนี้ล้วนเป็นผู้มี อภิญญา 6 ได้เดินทางจากเมืองปาฏลีบุตรจนถึงภาคพื้นยอดเขาสูงของมิสสกะบรรพตซึ่งเป็นยอดหินโล้นก้อนใหญ่สูงชัน 90 องศา ไม่มีบันไดขึ้นลง ส่วนที่ตั้งจากพื้นราบนั้นสูงโดยประมาณ 25 เมตร โดยเฉพาะพระมหินท์เถระ และบริวารนั้นได้เสด็จขึ้นไปยืนปรากฏให้พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทอดพระเนตรเห็นอยู่ตรงนั้นนับเป็นสิ่งปาฏิหาริย์อย่างยิ่งเพราะผู้ที่เหาะได้เท่านั้นจึงจะขึ้นไปถึงจุดนั้นได  ณ  จุดนั้นจึงเรียกกันว่า มหินทเล    แปลว่า  สถานที่ที่พระมหินทะเหยียบพื้น

ประวัติศาสตร์ในเชิงตำนาน ของลังกากล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้เคยเสด็จไปลังกาทวีปถึง 3 ครั้งด้วยกัน

1. ทรงเสด็จไปปราบพวกยักษ์หรือคนป่า ที่กำลังเทาะเลาะกันที่ประดิษฐานเจดีย์มะหิยังกานะ ปัจจุบันตั้งอยู่ตรงกลางเกาะบนยอดเขาสูง ได้แสดง อภินิหาริย์ จนทำให้พวกยักษ์และคนป่าแตกตื่น ตกใจเลิกรบกันแล้ววิ่งหนีเข้าป่า และก่อนเสด็จกลับไปชมพูทวีป พระพุทธองค์ได้ทรงประทาน พระเกศาปอยหนึ่งแก่ สุมนเทพ ผู้สถิตอยู่บนยอดเขาสุมนกูฏ(ศิริปาทะ) ได้บรรจุไว้ ณ พระเจดีย์มหิยังกานะมาจนถึงวันนี้ 


            2. ทรงเสด็จไปยังเกาะที่อยู่ทางเหนือสุดของประเทศ ชื่อเกาะนาคะทีปะ อันเป็นสถานที่ของพวกยักษ์ หรือพวกทมิฬในขณะนั้น 

            3. ทรงเสด็จไปยังวัดกัลยาณีเจดีย์ ทรงประทับนั่งบนบัลลังก์ทรงแสดงธรรม ปัจจุบันได้สร้างเจดีย์ครอบบัลลังก์นั้นไว้ชื่อ กัลยาณีเจดีย์ ณ วัดกัลยาณี จากนั้นจึงเสด็จไปที่ยอดเขาสุมนกูฏ คือยอดเขาศิริปาทะ ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนยอดเขาแห่งนั้น
 


        การเผยแผ่พระพุทธศาสนายังเกาะลังกาของชาวสิงหลโดยการนำของ พระมหินทเถระในครั้งนี้ พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงศรัทธาเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา ได้อุทิศมหาเมฆวันทอุทยานเป็นวัด เรียกว่า “วัดมหาวิหาร” ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ พระพุทธศาสนาเข้าสู่ลังกาในยุคนี้ เป็นพุทธศาสนาแบบเถรวาท พระมหินท์เถระได้นำเอาพระไตรปิฎกและอรรถกถาไปสู่ลังกาด้วย การเดินทางไปสู่ลังกาของพระมหินทเถระในครั้งนั้น นอกจากเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ยังถือว่าเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมของชาวลังกา เพราะท่านมิเพียงแต่นำเอาพระพุทธศาสนาไปเท่านั้น ท่านยังได้นำเอาอารยธรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรมเข้าไปด้วย

        ต่อมาพระนางอนุฬาเทวีมเหสีและสตรีบริวารจำนวนมาก ปรารถนาจะอุปสมบทบ้าง พระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะจึงทรงส่งคณะทูตไปสู่ราชสำนักของพระเจ้าอโศกมหาราช ทูลขอพระสังฆมิตตาเถรี และกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ ด้านทักษิณา สู่ลังกาทวีป และพระนางสังฆมิตตาเถรีเป็นอุปัชญาย์บรรพชาอุปสมบท แก่สตรีชาวลังกาได้ตั้งคณะภิกษุณีขึ้นในลังกา

        เมื่อ พ.ศ. 400 เศษ รัชสมัยของของพระเจ้าวัฏฏคามนีอภัย ได้มีพวกทมิฬ เข้ามาตีและเข้าครองอนุราธปุระเป็นเวลา 14 ปี จนพระองค์ต้องเสียราชบัลลังก์ เสด็จไปลี้ภัย ซ่องสุมกำลัง ระหว่างนั้นทรงได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหาติสสะ ต่อมากลับมาครองราชย์อีกครั้งได้ทรงให้ทำการสังคายนา และได้ทำการจารึกพระพุทธพจน์ ลงในใบลานเป็นครั้งแรกได้อุปภัมภ์พระมหาติสสะ พร้อมได้สร้างวัดถวาย คือ วัดอภัยคีรีวิหาร ทำให้พระภิกษุชาวมหาวิหารไม่พอใจ จนเป็นเหตุให้คณะสงฆ์ แตกออกเป็น 2 คณะ คือ คณะมหาวิหาร กับคณะอภัยคีรีวิหาร
ตั้งแต่นั้นมาคณะสงฆ์ลังกาได้แตกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ แต่ยังเป็นนิกายเถรวาท มีลักษณะต่างกันคือ คณะมหาวิหาร ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขพระธรรมวินัยใด ๆและยังตำหนิรังเกียจภิกษุต่างนิกายว่าเป็นอลัชชี คณะอภัยคีรีวิหาร เป็นคณะที่เปิดกว้าง ยอมรับเอาความคิดเห็นต่างนิกาย ไม่รังเกียจภิกษุต่างนิกาย
 
        ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 17 เป็นยุคที่ลังกาเดือดร้อนวุ่นวายเพราะการรุกรานจากอินเดียบ้าง ความไม่สงบภายในบ้าง ในระหว่างยุคนี้เองที่ภิกษุณีสงฆ์สูญสิ้น และพระภิกษุสงฆ์ เสื่อม จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 ทรงมีพระราชประสงค์จะฟื้นฟูศาสนาในปี พ.ศ. 1609 ทรงหาพระภิกษุที่อุปสมบทถูกต้องแทบไม่ครบ 5 รูป และต้องทรงอาราธนาพระสงฆ์จากพม่าตอนใต้มากระทำอุปสมบทกรรมในลังกา
 
        เมื่อ พ.ศ.1697 - 1730 พระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (เป็นพระโอรสของพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 ) ทรงเป็นมหาราชที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของลังกา ทรงปกครองบ้านเมืองได้สงบเรียบร้อย ในด้านการพระศาสนาทรงชำระการพระศาสนาให้บริสุทธิ์ ยังคณะสงฆ์ให้รวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกครั้งหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ปกครองสงฆ์ทั้งประเทศเป็นครั้งแรก ทรงสร้างวัดวาอาราม เป็นยุคที่มีศิลปกรรมงดงาม และลังกาได้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา ปรากฏเกียรติคุณแพร่ไปทั่ว มีพระสงฆ์และนักปราชญ์เดินทางจากประเทศใกล้เคียง เพื่อมาศึกษาพระพุทธศาสนาในลังกา แล้วนำไปเผยแพร่ในประเทศของตนเป็นอันมาก พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ระยะหนึ่ง แต่ภายหลังรัชกาลนี้แล้วพวกทมิฬจากอินเดียก็มารุกรานอีกและได้เข้าตั้งถิ่นฐานมั่นคงขยายอาณาเขตออกไปเรื่อยๆ อาณาจักรสิงหลต้องถอยร่นลงทางใต้ ต้องย้ายเมืองหลวงอยู่บ่อย ๆทำให้พระพุทธศาสนาเจริญได้ยาก นอกจากจะเพียงธำรงรักษาความมั่นคงเข้มแข็งไว้เท่านั้น เหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่ง คือ ใน พ.ศ. 2019 พระภิกษุคณะหนึ่งจากพม่า ได้มารับ การอุปสมบทกรรมที่ลังกาและนำคัมภีร์ภาษาบาลีเท่าที่มีอยู่ไปยังพม่าโดยครบถ้วน
 
        เมื่อประมาณ พ.ศ. 2050 ชนชาติโปรตุเกสได้เข้ามาค้าขาย และถือโอกาสรุกรานชาวสิงหลขณะที่กำลังอยู่ในความวุ่นวาย พวกโปรตุเกสได้ดินแดนบางส่วนไว้ครอบครอง และพยายามบีบบังคับประชาชนที่อยู่ใต้ปกครองให้นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก คราวหนึ่งถึงกับยึดอำนาจกษัตริย์ได้ ทำให้พุทธศาสนากลับเสื่อมถอยลง จนถึงกับต้องนิมนต์พระสงฆ์จากประเทศพม่ามาให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวลังกา 

        ต่อมาชาวฮอลันดาได้เข้ามาค้าขายในลังกาและได้ช่วยชาวลังกาขับไล่พวกโปรตุเกสได้ในปี พ.ศ. 2200 แล้วฮอลันดาก็เข้ายึดครองพื้นที่ที่ยึดได้ และนำเอาคริสตศาสนามาเผยแพร่ พยายามกีดกันพระพุทธศาสนา แต่ไม่สำเร็จ สถานการณ์พุทธศาสนาในขณะนั้นย่ำแย่ลงมาก เนื่องจากเกิดการแก่งแย่ง กันแล้ว พุทธศาสนาถูกกดขี่จากพวกโปรตุเกสและฮอลันดา ประชาชนไม่น้อยไปเข้ารีต กับศาสนาคริสต์ พวกชาวพุทธในใจกลางเกาะมัวแต่รบราฆ่าฟันกัน พุทธศาสนาขาดผู้อุปถัมภ์และยังเกิดวิกฤตการณ์ข้าวยากหมากแพงอย่างรุนแรง จนพระภิกษุสงฆ์ต้องทิ้งวัดวาอาราม จนไม่มีพระภิกษุหลงเหลืออยู่เลยคงมีสามเณรเหลืออยู่บ้าง โดยมี สามเณรสรณังกร เป็นหัวหน้า
 
      
        เมื่อ พ.ศ. 2294 ( พ.ศ. 2293 ตามการนับแบบไทย ) สามเณรผู้ใหญ่ชื่อสามเณรสรณังกรได้ทูลขอให้พระเจ้ากิตติราชสิงหะ กษัตริย์ลังกาในขณะนั้น ให้ส่งทูตมา ขอนิมนต์พระสงฆ์จากเมืองไทย (อยุธยา) ไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป สมัยนั้นตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าบรมโกศจึงได้ส่งพระสมณทูตไทยจำนวน 10 รูป มีพระอุบาลี เป็นหัวหน้า เดินทางมาประเทศลังกา
มาทำการบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวลังกาถึงสามพันคน ณ เมืองแคนดี้ สามเณรสรณังกรซึ่งได้รับกอุปสมบทในครั้งนี้ ได้รับการสถาปนาจากกษัตริย์ลังกาให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงได้เกิดคณะสงฆ์นิกายสยามวงศ์ หรืออุบาลีวงศ์ขึ้น ในลังกา ต่อมาพระอุบาลีเถระเกิดอาพาธและได้มรณภาพในลังกาในเวลาต่อมา ในสมัยเดียวกันนั้นได้มีสามเณรคณะหนึ่งเดินทางไปขอรับการอุปสมบทในประเทศพม่า แล้วกลับมาตั้งนิกาย "อมรปุรนิกาย" ขึ้น อีกคณะหนึ่งได้เดินทางไปขออุปสมบทจากคณะสงฆ์เมืองมอญ กลับมาตั้งนิกาย "รามัญนิกาย" ขึ้น ในสมัยนี้ได้มีนิกายเกิดขึ้นในลังกา 3 นิกาย คือ 1. นิกายสยามวงศ์ หรือลังกาวงศ์ 2. นิกายอมรปุร-นิกาย 3. นิกายรามัญ นิกายทั้ง 3 นี้ ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 

        ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2340 และอีก 19 ปีต่อมา อังกฤษได้ครองอำนาจแทนฮอลันดา ขยายอำนาจไปทั่วประเทศลังกา โดยรบชนะกษัตริย์แคนดี้ ได้ตกลงทำสนธิสัญญารับประกันสิทธิของฝ่ายลังกาและการคุ้มครองพระศาสนา ครั้นต่อมาได้เกิดกบฏขึ้น เมื่อปราบกบฏได้สำเร็จ อังกฤษได้ดัดแปลงสนธิสัญญาเสียใหม่ ระบบกษัตริย์ลังกา จึงได้สูญสิ้นตั้งแต่บัดนั้น 

        ตั้งแต่อังกฤษเข้ามาปกครองลังกาตอนต้น พระพุทธศาสนาได้รับความเป็นอิสระมากขึ้น ด้วยสนธิสัญญาดังกล่าว ครั้นต่อมาภายหลังจากการปกครองของอังกฤษประมาณ 50 ปี พระพุทธศาสนาก็ถูกกีดกันและต่อต้านจากศาสนาคริสต์ รัฐถูกบีบจากศาสนาคริสต์ให้ยกเลิกสัญญาที่คุ้มครองพุทธศาสนา บาทหลวงของคริสต์ได้เผยแผ่คริสตศาสนาของตน และโจมตีพุทธศาสนาอย่างรุนแรง โดยได้รับการสนับสนุน จากต่างชาติ นับตั้งแต่อังกฤษเข้าปกครองลังกามาเป็นเวลากว่า 300 ปี จนได้รับอิสรภาพเมื่อ พ.ศ. 2491 

        จากการที่พุทธศาสนาถูกรุกรานเป็นเวลาช้านานจากศาสนาคริสต์ ทำให้ ชาวลังกามีความมุ่งมานะที่จะฟื้นฟูพุทธศาสนาในลังกาอย่างจริงจัง จนปัจจุบันประเทศศรีลังกา ได้เป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

Comments